TOYOTA VANGUARD Compact SUVภาคที่สามของ RAV4
![]() |
การเปิดตัวรถ Compact SUV ในสายพันธุ์ RAV4 First Generation นั้น เริ่มเปิดตัวขึ้นในญี่ปุ่นและยุโรป ตั้งแต่ปี 1994 และได้ส่งไปขายจริงในสหรัฐอเมริกาเมื่อปี 1996 ก่อนที่จะได้กระแสตอบรับอย่างดีและประสบความสำเร็จ ในฐานะ SUV ขับเคลื่อน 4 ล้อที่ให้ความคล่องตัว ประหยัด และอเนกประสงค์ ก่อนจะส่ง Generation ที่ 2 มาทำตลาดในช่วงปี 2001-2005 ซึ่งในรุ่นนี้ RAV4 กลับได้รับความนิยมในตัวถัง 2 ประตูช่วงสั้น กับการส่งขายที่ยุโรป เอเชีย และออสเตรเลีย ก่อนจะปรับเปลี่ยนและกลับมาอีกครั้งใน Generation ที่ 3 พร้อมกับชื่อ “VANGUARD” เพื่อการทำตลาดในครั้งนี้
All New Platform กับความโฉบเฉี่ยว เกินคำว่า SUV
![]() |
![]() |
จาก Generation แรกมาสู่ Generation ที่สอง “RAV4″ ได้ยึดเอา Platform ของรถซีดานขนาดกลางในค่ายอย่าง TOYOTA COROLLA มาใช้เป็นพื้นฐาน แต่สำหรับในรุ่นที่ 3 “VANGUARD” ได้ขึ้น Platform ใหม่หมด เรียกว่าไม่ยึดติดกับ รถภายในค่าย พร้อมเพิ่มมิติตัวถังให้มีขนาดใหญ่ขึ้นจากรุ่นเดิมถึง 21% จากมิติ 4,335 x1,818 x1685 มม. มาเป็น 4,570 x 1,815 x 1,690 มม. (ยาวxกว้างxสูง) ฐานล้อที่ขยายเพิ่มขึ้นอีก 100 มม. เป็น 2,660 มม.
![]() |
![]() |
![]() |
การออกแบบภายนอกนั้น ให้ความสปอร์ตไว้ด้วยเส้นสายตัวถัง ตั้งแต่ไฟหน้าแบบ Projector พร้อมระบบ Discharge ที่รวมโคม ไฟซีนอนทรงกลมและฮาโลเจนโคมเหลี่ยมไว้ในโคมไฟทรงเรียวยาวโอบไปถึงซุ้มโป่งด้านข้าง กระจังหน้าโครเมียมขนาดใหญ่ ที่เสริม ความหรูหรารับกับแนวสันบนฝากระโปรงหน้า กันชนหน้าออกแบบเป็นชิ้นเดียว เสริมด้วยไฟตัดหมอกทรงรี ที่ดูรวมๆ แล้ว การออกแบบ ยังคงคล้ายกับรถภายในค่ายอย่าง TOYOTA COROLLA แม้ว่า VANGUARD จะขึ้น Platform ใหม่แล้วก็ตาม
![]() |
![]() |
แนวหลังคาที่ลาดเอียงลงไปยังท้ายรถเติมความสปอร์ตไว้ด้วย Sunroof ตรงกลางหลังคา และสปอยเลอร์ที่ด้านท้ายพร้อม ไฟเบรก ดวงที่ 3 โคมไฟท้ายใช้หลอดแบบ LED ถึง 18 หลอด ภายในโคมใสทรงสามเหลี่ยมที่ส่องแสงสว่างให้สัญญาณไฟชัดเจน ด้านซ้ายมือ ของท้ายรถ ติดตั้งมือจับเปิดประตูบานท้าย ที่ดูอาจจะไม่ลงตัวนัก แต่ใช้งานได้ง่ายกับบานประตูหลังที่เปิดจากซ้ายไปขวา หรือแบบ “SWING” ที่กินเนื้อที่ในการเปิดค่อนข้างเยอะ แต่ให้ความสะดวกในการขนย้ายสัมภาระขนาดใหญ่
ภายในถอดแบบ RAV4 พร้อมตำแหน่งเบาะ 5+2 ที่นั่ง
![]() |
เริ่มก้าวเข้ารถด้วยความสะดวกสบายเพียงพกกุญแจรีโมท Smart Entry ที่ “เพียงแค่แตะ ประตูก็เปิด” ก่อนที่จะ Start รถ เพียงแค่ กดปุ่ม Start System เบาๆ พร้อมเหยียบเบรกค้างไว้ เครื่องยนต์ก็ติดได้โดยไม่ต้องไขกุญแจ
![]() |
![]() |
คอนโซลหน้าตกแต่งด้วยวัสดุคุณภาพสูง หุ้มด้วยหนังให้สัมผัสที่นุ่ม ผสมผสานกับการตกแต่งด้วยโทนสีบรอนซ์ และโครเมียมเพื่อ เพิ่มความเป็นสปอร์ต แผงหน้าปัดเป็นแบบ Optitron ทรงกลม 3 วง กับวัดรอบเครื่องยนต์ที่สุดที่ 8,000 รอบต่อนาที พร้อมเรดไลน์ที่ 6,400 รอบต่อนาที ความเร็วที่บอกตั้งแต่ 0-180 กม./ชม. ตามสไตล์รถนำเข้า พร้อมเข็มบอกอุณหภูมิความร้อน และระดับน้ำมัน เชื้อเพลิง Display ขนาดเล็กตรงกลางหน้าปัด บอกข้อมูลต่างๆ เช่น อุณหภูมิภายนอก, ODO และ TRIP เป็นต้น แต่ลูกเล่นที่โดดเด่น บนหน้าปัดคงหนีไม่พ้น “ไฟ ECO” สีเขียวที่จะสว่างขึ้นเมื่อผู้ขับขี่ควบคุมคันเร่งได้เหมาะสมกับความเร็ว นั้นแสดงว่าผู้ขับขี่กำลังขับขี่ อย่างประหยัดนั่นเอง
![]() |
![]() |
สำหรับที่นั่งโดยสาร “VANGUARD” ถูกแบ่งออกเป็น 3 ตอนในแบบ 5+2 หรือเรียกรวมๆ ว่าแบบ 7 ที่นั่ง เบาะคู่หน้าที่ปรับด้วย ไฟฟ้าสามารถเอนเบาะลงได้ถึง 180 องศา สำหรับเบาะนั่งแถวที่ 2 สามารถเลื่อนเดินหน้า-ถอยหลังได้ในระยะ 150 มม. พร้อมปรับ เอนได้ถึง 26 องศา เพื่อความสบายสูงสุดในการเดินทาง นอกจากนี้ยังสามารถแยกพับ 60/40 รวมทั้งมีกลไก “Super Tilt-Down” สำหรับพับเบาะนั่ง และพนักของแถวที่ 2 ให้ราบลงกับพื้นรถจนเกือบจะเป็นระนาบเดียวกันเพื่อเพิ่มเนื้อที่ในการจัดเก็บสัมภาระ สำหรับ ตำแหน่งเบาะแถวที่ 3 นั้น สามารถพับเก็บใต้พื้น เพื่อขยายพื้นที่เก็บสัมภาระท้ายรถได้ตามต้องการ ซึ่งการพับเบาะนั้น ต้องทำตาม ขั้นตอนที่ระบุ เพื่อให้ตำแหน่งเบาะกางออกและลงล็อกอย่างถูกต้อง
![]() |
![]() |
ตบท้ายอีกนิดสำหรับรถทดสอบคันนี้ สังเกตว่าจะไม่มีความบันเทิงใดๆ ให้มาทั้งสิ้น ไม่ใช่ไม่ให้มา! แต่ระบบเครื่องเสียงที่พกอุปกรณ์ อำนวยความสะดวก เช่น ระบบนำทางผ่านดาวเทียม “Navigator” ที่เป็นออปชั่นจากโรงงานญี่ปุ่นนั้น ถูกถออดออก เพราะการนำเข้า มานั้นก็ไม่สามารถใช้ได้เต็ม 100% แถมจะต้องมึนงงกับภาษาญี่ปุ่น ทาง ETON IMPORT จึงไม่ติดตั้งเข้ามากับตัวรถ แต่เตรียม ที่จะให้เครื่องเสียงชุดใหม่ที่เหมาะสมกับการใช้งานในเมืองไทยแทน
| แต่งรถ | โตโยต้า | Toyota |
ขุมพลัง 170 แรงม้า ถ่ายทอดพลังแบบ Super CVT-i2
![]() |
เปิดฝากระโปรงหน้ารถขึ้นมา ก็จะเจอกับตัวหนังสือ VVT-i 16 VALVE บนฝาครอบเครื่องสีดำ โดยตำแหน่งเครื่องยนต์นั้น ถูกวาง อยู่ทางด้านขวามือของห้องเครื่อง หันท่อไอเสียไว้ด้านหน้า และท่อรับไอดีอยู่ด้านในผนังห้องเครื่อง ด้านซ้ายมือเป็นลูกเกียร์ Super CVT-i2 ที่ถ่ายทอดกำลังทั้งหมดลงสู่ล้อทั้ง 4 ซึ่งขุมพลังที่วางอยู่ในห้องเครื่องนั้น มีขนาด 2.4 ลิตร ภายใต้รหัสเครื่องยนต์ 2AZ-FE ที่มีกระบอกสูบพร้อมช่วงชักที่ 88.5 x 96.0 มม. พร้อมกำลังอัดที่ 9.8 ให้แรงม้าสูงสุด 170 ตัว และแรงบิดขนาด 224 นิวตัน-เมตร กำลังของเครื่องยนต์นั้น ถูกถ่ายทอดกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติแบบแปรผัน (Super CVT-i2) แบบ Super Sequential Shiftmatic ที่มีอัตราทดถึง 7 สปีด ไล่ไประหว่าง 2.396 จนถึง 0.428 กับอัตราทดเฟืองท้ายที่ 5.791
![]() |
![]() |
สำหรับข้อมูลที่โตโยต้าอ้างอิงมานั้น เครื่องยนต์รหัส 2AZ-FE ที่อยู่บนเรือนร่างของ “VANGUARD” เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยการทดสอบจากหน่วยงานของภาครัฐญี่ปุ่น เจ้าเครื่อง “2AZ-FE” สามารถลดปริมาณไนโตรเจน ออกไซด์และก๊าซไฮโดรคาร์บอน ให้มีปริมาณไอเสียเพียง 185 ก./กม. นับว่าดีกว่ามาตรฐานของญี่ปุ่นในปัจจุบัน ส่วนอัตราสิ้นเปลืองนั้นระบุไว้ว่าทำได้ 12.6 กม./ลิตร ซึ่งจะมารายงานอีกทีกับการทดสอบว่า สามารถทำตัวเลขได้จริงอย่างที่โตโยต้าแจ้งไว้หรือไม่!
หนึบๆ อารมณ์สปอร์ต ขับสนุกสำหรับชีวิตนอกเมือง
สำหรับช่วงล่างของ”VANGUARD” นั้น ยกความสูงขึ้นมาจากพื้นเพียง 190 มม. อาจจะดูไม่มากเหมือน SUV ทั่วๆ ไป แต่ก็ เพียงพอสำหรับการท่องเที่ยวต่างจังหวัด ในเส้นทางธรรมชาติที่ไม่ทุรกันดารจนเกินไป ถังน้ำมันขนาด 60 ลิตร ที่อยู่ด้านซ้ายของตัวรถ จึงถูกติดตั้งการ์ดป้องกันการกระแทก ส่วนทางฝั่งขวาเป็นตำแหน่งของท่อไอเสียที่วางยาวตรงไปยังท้ายรถ
![]() |
![]() |
ระบบรองรับนั้นคบหาในแบบ “อิสระ แม็คเฟอร์สัน สตรัท” ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ให้การทรงตัวที่ดีเยี่ยม ซึ่งอาจให้ความรู้สึกที่ กระด้างกับการใช้งานในเมืองจนขาดความรู้สึกสบายไปบ้าง แต่เมื่อนำพระเอกในคอลัมน์อย่าง “VANGUARD” โลดแล่นบนถนน “Highway” ความรู้สึกแข็งกระด้างกลับกลายเป็นความสนุกในการขับขี่ ระบบพวงมาลัยที่ตอบสนองแม่นยำในแบบ แร็ค แอนด์ พิเนี่ยน ที่ให้น้ำหนักในการบังคับควบคุมกำลังดี ด้วยเพาเวอร์ช่วยผ่อนแรง พร้อมวงเลี้ยวแคบสุดเพียง 5.3 เมตร
![]() |
![]() |
ล้อขนาด 17 นิ้ว กับหน้ากว้าง 7 นิ้ว ออฟเซ็ต +45 เพิ่มความสปอร์ตกับยางแก้มเตี้ย Made in U.S.A. ขนาด 225 / 65 R17 จาก Michelin Energy LX4 ที่เป็นยางแบบ Run Flat เรียกว่าไม่พกยางอะไหล่ ยางรั่วก็ยังวิ่งได้ด้วยความเร็วไม่สูงนัก ระบบห้ามล้อเป็น แบบดิสก์พร้อมระบายความร้อนทั้งหน้าและหลัง ที่เพิ่มความมั่นใจด้วยระบบพื้นฐานอย่าง ABS
วิ่งทดสอบ 11.17 กม./ลิตร 0-100 ใช้เวลา 13.5 วิ.
ความรู้สึกจากการขับขี่นั้น บอกได้เลยว่า “VANGUARD” สะท้อนอารมณ์สปอร์ตมามากกว่าความเป็น SUV ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่ง การนั่งขับที่ลงตัว พวงมาลัยขนาด 14 นิ้ว ที่กระชับในการควบคุมรถ เบาะหนังที่ระบายอากาศได้ดี และออกแบบมาอย่างกระชับ ไม่สร้าง ความเมื่อยล้ากับการขับขี่ในเวลานานๆ Sunroof ขนาดใหญ่ ที่เปิดรับแสงแดดและสายลมขณะขับขี่ ความสะดวกสบาย ที่เพิ่มเติม มาก ให้ตามแบบรถ SUV เช่น กระจกไฟฟ้าที่เป็นแบบอัตโนมัติในทุกบาน ระบบปรับอากาศ ควบคุมอุณหภูมิอิสระซ้ายขวา พร้อมระบบ กรองอากาศ สุดท้ายก็เป็นตำแหน่งเบาะที่มีถึง 7 ที่นั่ง
![]() |
![]() |
การทดสอบเริ่มต้นด้วยการหาอัตราสิ้นเปลืองภายในเมือง โดยทีมทดสอบยังคงเลือกใช้เส้นทางเมืองอย่าง “สีลม” ในวันทำงาน ที่มี รถหนาแน่นเป็นประจำ แม้ว่าจะใช้ระยะทางไม่มาก แต่กินเวลาเดินทางพอสมควร ซึ่งสุดท้าย “VANGUARD” ทำอัตราสิ้นเปลือง ออกมาที่ตัวเลข 8.4343 กม./ลิตร ซึ่งเมื่อได้ตัวเลขในเมืองแล้ว ทีมงานก็ตัดสินใจมุ่งหน้าออกนอกเมือง เพื่อทำการหาอัตราสิ้นเปลือง ต่อไปทันที
![]() |
![]() |
สำหรับเส้นทางนอกเมืองกับการทดสอบ TOYOTA VANGUARD นั้น ทีมงานมุ่งหน้าสู่ อ.มวกเหล็ก ซึ่งการจราจรนับว่าเป็นใจ คล่องตัวพอสมควร ความเร็วเฉลี่ยในการเดินทางนั้นอยู่ที่ 100-120 กม./ชม. ตลอดการขับขี่ โดยใช้รอบเครื่องยนต์ระหว่าง 1,900-2,250 รอบต่อนาที พร้อมกับไฟ ECO สีเขียวบนหน้าปัดสว่างตลอดวลา อัตราสิ้นเปลืองอยู่ที่ 11.171 กม./ลิตร ซึ่งถือว่าทำได้ใกล้ เคียงกับที่โรงงานแจ้งไว้ที่ 12.6 กม./ลิตร
![]() |
![]() |
ข้อสังเกตจากการขับขี่ เครื่อง 2.4 ลิตร ถือว่ามีกำลังมากพอตัว กับ 170 แรงม้า ที่แบกน้ำหนักตัวถังอยู่ที่ 1,620 กก. สามารถเร่งจาก หยุดนิ่งไปสู่ความเร็วระดับ 100 กม./ชม. ได้ในเวลาเพียง 13.5 วินาที การถ่ายทอดความเร็วด้วยเกียร์ CVT-i นั้น ให้ความนุ่มนวลมาก กับรอบเครื่องที่วิ่งไปที่ประมาณ 5,000 รอบต่อนาที และค่อยๆ ขึ้นช้าๆ แต่ปล่อยให้ความเร็วไหลขึ้นไปเรื่อยๆ ซึ่งหากไม่สังเกต จะไม่รู้ เลยว่าเกียร์ทำการปรับเปลี่ยนในตอนไหน
![]() |
![]() |
![]() |
ความฉลาดของเกียร์ CVT-i อีกจุดหนึ่งก็คือ การรักษารอบเครื่องยนต์ให้ต่ำอยู่เสมอ โดยความเร็ว 100 กม./ชม. ใช้รอบเครื่องเพียง 1,900 รอบต่อนาทีเท่านั้น ซึ่งการขับนี้ยังคงวิ่งในตำแหน่งเกียร์ D และมีไฟ ECO แสดงอยู่บนหน้าปัด แต่พอปรับไปใน โหมดการ ทำงานของ Cruise Control ในความเร็ว 100 กม./ชม. เท่ากัน แต่กลับใช้รอบเครื่องที่ 2,250 รอบต่อนาที ซึ่งหมายความว่า ถ้าจะรัก สบาย ก็ต้องแลกกับอัตราสิ้นเปลืองกันบ้าง
![]() |
![]() |
ระบบกลไกที่ช่วยให้สนุกกับการขับ TOYOTA VANGUARD อย่าง ระบบ DAC ที่ช่วยควบคุมการขับขี่ในขณะลงทางลาดชัน ด้วยความเร็วที่คุมให้อยู่เพียง 5 กม./ชม. ช่วยเพิ่มความปลอดภัย ไม่ต้องเหยียบเบรกขณะขับ ซึ่งจะทำให้รถเสีย การทรงตัวเสี่ยง ต่อ อันตราย อีกระบบหนึ่งก็คือ ระบบที่ช่วยเริ่มเคลื่อนตัวของรถขณะขับขึ้นเนิน ระบบจะช่วยให้การออกตัวบนทางลาดชัน เป็นไปอย่างมี ประสิทธิภาพ ระบบจะทำงานอัตโนมัติหลังจากเหยียบเบรกให้สุดค้าง 2 วินาที ซึ่งเมื่อกดคันเร่งออกตัวรถจะส่งกำลังไปข้างหน้า ได้ดี ยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีระบบช่วยกระจายกำลังเครื่องยนต์ไปยังล้อทั้ง 4 อย่าง VSC และ TRC ซึ่งจะทำให้มั่นใจในการขับขี่ยิ่งขึ้น ระบบ ต่างๆ เหล่านี้แม้ว่าจะเป็นระบบที่ไม่ค่อยได้ใช้งาน หรือได้ใช้งานแต่ไม่รู้ตัวสำหรับผู้ที่ใช้งานในเมืองเป็นหลัก แต่หากมีโอกาสได้ใช้ รับรองว่าจะสนุกกับการขับขี่มากยิ่งขึ้นแน่นอน!
![]() |
ถือเป็นอีกหนึ่ง Compact SUV ที่ตอบสนองการขับขี่ได้อย่างประทับใจในอารมณ์สปอร์ต และให้ความสะดวกสบายกับที่นั่งแบบ 5+2 ที่นั่ง ด้วยค่าตัว 2.95 ล้านบาท กับการนำเข้า TOYOTA VANGUARD ของ ETON IMPORT ที่มีภาษีดีกว่าคู่แข่งอย่าง Honda CR-V หรือ Ford Escape ซึ่งเป็นรถประกอบในประเทศ และอาจตัดกันไม่ขาดหากเทียบ ในเรื่องของจำนวน ที่นั่งและ เทคโนโลยีกับ Chevrolet Captiva
ขอบคุณแหล่งที่มา : นิตยสารออฟโรด
| แต่งรถ | โตโยต้า | Toyota |
Popularity: unranked [?]

































