LEXUS IS 250 Minorchange : ซีรีส์ 3 เอ๋ย ระวังตัวได้แล้วละ By:J!MMY
1 ปีเศษแล้ว ที่ผมได้มีโอกาสลองขับ น้องเล็กสุดท้องของตระกูล เล็กซัส
แต่ ก็ไม่คาดคิดว่า ปีนี้ จะได้กลับมาขับรถรุ่นนี้อีกครั้ง
แถมยังฉับไวไล่หลังการเปิดตัว เพียงไม่กี่สัปดาห์ด้วยซ้ำ
เรื่องราวมันต่อเนื่องมาจาก รีวิว ของพี่ชายร่างยักษ์
LEXUS LS 460 L คันละ 11 ล้านกว่า เหยียบ 12 ล้านบาท
ด้วยเหตุที่ คุณผู้อ่าน ช่วยกันอุดหนุน จนอุ่นหนาฝาคั่ง
คลิกเข้ามาอ่านมาดูมาเซฟรูปไปฟอร์เวิร์ดเมล์กันต่อ
เยอะมาก 14,000 กว่าราย
เกินกว่าที่คาดคิดไว้ สำหรับรถใหญ่ที่ไกลเกินจะเอื้อมถึง
ใครบางคนที่คุ้นเคย ในบริษัทรถยนต์แห่งหนึ่ง ที่ไม่ใช่โตโยต้า นั้น
ตั้งข้อสังเกตให้ผมฟังเล่นๆ เมื่อราวๆ กันยายนที่ผ่านมา
ในวันที่ผมอ่อนล้าหัวใจ จนแทบจะหมดแรงว่า
เมื่อบทความ รีวิว BMW 320d ที่ผมทำนั้น
อัพโหลดขึ้นโพสต์ใน Caronline.net แห่งนี้
ในเดือนต่อมา ยอดขายของ 320d
มันพุ่งขึ้นมาจนผิดจากที่เจ้าตัวเขาสังเกต
และเขาบอกว่า ส่วนหนึ่ง มันเป็นเพราะ รีวิวที่ผมทำ….
ผมไม่ค่อยอยากจะเชื่อว่ารีวิวที่ผมทำจะมีผลกับยอดขายของรถรุ่นใดรุ่นหนึ่งมากขนาดนั้น
แม้หลายคนที่เคยพบปะหน้ากันกับผม จะเคยเข้ามาทักทาย แล้วบอกว่า ซื้อรถรุ่นนั้นรุ่นนี้
เพราะรีวิวของผม
แต่ เรียนตามตรงว่า ผมไม่ค่อยอยากเชื่อ เพราะท้ายที่สุด
การตัดสินใจของใครสักคนที่จะซื้อรถสักคัน
มันควรจะไปจบลงตรงที่ว่า ได้ทดลองขับแล้ว ชอบใจ
เห็นแจ้งกระจ่างจริงกับตน จึงค่อยเซ็นเอกสารสั่งซื้อ สั่งจอง
รีวิวที่ผมทำ มันควรจะทำหน้าที่แค่ ข้อมูลเบื้องต้น เชิงลึก
ในการพิจารณา ไม่ใช่เหตุผลหลักในการตัดสินใจซื้อของคุณ
ถึงผมจะไม่ค่อยอยากเชื่อ
แต่ผมก็ไม่รู้ว่า พี่แข พี่สาวร่างใหญ่ผู้มีความไม่ธรรมดา แห่งฝ่ายพีอาร์ ของโตโยต้า
จะเชื่อ เหมือนเช่นที่ ใครบางคน คนหนึ่งข้างบนนั้น จะตั้งข้อสังเกตเอาไว้
ในฐานะเพื่อนฝูงกัน หรือไม่
แต่ด้วยเหตุที่ ตอนนี้ โตโยต้า กำลังอยู่ในระหว่าง
โปรโมท IS 250 ไมเนอร์เชนจ์ ที่เพิ่งปรับโฉมในไทย
ตามติดตลาดโลกกันกระชั้นชิด
พี่แข ก็เลยใจดี หยิบกุญแจ IS 250 ไมเนอร์เชนจ์ ส่งมาให้ลองกันอีกครั้งอย่างง่ายดาย
ซึ่ง สารภาพตามตรงว่า ผมไม่คาดคิดมาก่อน ว่าจะได้ขับรถรุ่นนี้ อีกครั้ง
ตอนที่ติดต่อขอยืม LS 460L ไป ก็มิได้นึกถึง IS 250 ใหม่นี้เอาไว้เลย
และคิดว่า คราวก่อน ก็เคยลองขับไปแล้ว คงไม่ต้องทำอะไรอีก
แต่เมื่อมาคิดดูอีกที ในเมื่อคราวที่แล้ว รุ่นดั้งเดิมของ IS 250 คันที่ผมได้รับมาลองนั้น
สภาพของมัน ผ่านมือมาค่อนข้างหลากหลาย คล้ายกับน้องนางในตู้กระจก
ดังนั้น ถ้าจะลองกันอีกครั้ง ในสภาพของรถรุ่นใหม่ คันใหม่ สดใหม่กว่าเดิม
แถมยังเพิ่มอุปกรณ์ต่างๆเข้ามาอีกเล็กน้อย
มันก็ดูน่าจะยุติธรรมกว่า
ที่สำคัญ คราวที่แล้ว ลองได้สั้นๆ 3 วันก็ต้องคืน
แต่คราวนี้ ยืมกันยาวต่อเนื่องได้แถมเพิ่มอีก 1 วัน
เรียนรู้จักกันได้มากขึ้น
ว่าการที่ ราคา ของ IS 250 ใหม่ แพงขึ้นจากเดิม
- Luxury Package 3,050,000 บาท
- Premium Package 3,450,000 บาท
- Premium Package พร้อมหลังคาซันรูฟ 3,550,000 บาท
ซึ่งงานนี้ โตโยต้า ก็เพิ่มการรับประกันคุณภาพตัวรถ 4 ปี แถมยังไม่จำกัดระยะทางอีกด้วย
โดยไม่ต้องไปซื้อ โปรแกรมการบำรุงดูแลรักษาอะไรให้วุ่นวาย
มันเป็นเพราะอะไร
เพราะเมื่อเห็นใบราคาแล้ว ผมได้แต่นึกในใจ…
ชักอยากรู้ขึ้นมาเล่นๆเสียแล้วว่า ใครเป็นคนทำราคารถรุ่นนี้
ตามด้วยคำถามที่ว่า แล้วรถรุ่นใหม่ มันมีอะไรให้ต้องขึ้นราคากันอย่างนี้บ้าง
และนั่นคือที่มา ของรีวิว ครั้งนี้

บอกไว้ก่อนกันเก้อว่า
ใครอยากจะอ่านรีวิวรุ่นไมเนอร์เชนจ์ให้เต็มอิ่มนั้น
เห็นทีจะเข้าเป้าประสงค์ เพียงแค่ระดับหนึ่ง
เพราะเมื่อย้อนกลับไปดูรีวิวเก่า ของ IS 250 ที่เคยทำไว้
เมื่อปีที่แล้ว ใน ( http://www.caronline.net/ArticleDetail.aspx?ArticleID=109 )
ก็พบว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยเขียนเอาไว้ ยังคงอ้างอิงใช้ได้เหมือนเดิม
บุคลิกหลักของรถ ก็ยังคงเหมือนเดิม
ยกเว้น ในบางประเด็น ที่มันเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งก็ไม่เยอะนัก
ดังนั้น ผมจึงอยากพุ่งประเด็นไปที่ว่า
สิ่งที่เคยเขียนคอมเมนท์เอาไว้ ในรถรุ่นเดิมคันนั้น
มาวันนี้ รุ่นปรับโฉมใหม่ มันแตกต่างไปจากเดิมหรือไม่ และอย่างไร มากกว่า
เชิญทุกท่าน รจนา…เอ้ย ทัศนา
คราวนี้ ไม่ต้องอารัมภบทกันให้เวิ่นเว้อวุ่นวาย
เพราะนับตั้งแต่ IS 250 เจเนอเรชัน 2 เปิดตัวในตลาดโลก เมื่อเดือนสิงหาคม 2005
และเข้ามาเปิดตัวในเมืองไทยอย่างเป็นทางการ เมื่อปี 2006
เราก็ได้เห็นสปอร์ตซีดาน ขับเคลื่อนล้อหลังรุ่นนี้
บนท้องถนนเมืองไทยมากขึ้นอย่าง หนาหูหนาตา กว่าในอดีตที่เคยเป็น
ลูกค้ากลุ่มอายุ 25-35 ปี ทื่มีฐานะการเงินดี และมีรสนิยมไปในแนวหรู
แต่รู้สึกว่า เมอร์เซเดส-เบนซ์ ซี-คลาสรุ่นเก่า ก็ยังดูหรูไม่พอ
ขณะที่ BMW ซีรีส์ 3 ก็สปอร์ต ขับแล้วแข็งกระด้างไปสักหน่อย
พากันเทใจให้ IS 250 มากขึ้น
จนปริมาณของรถบนถนนในกรุงเทพฯ นั้น
เริ่มใกล้เคียงกับคู่แข่งตัวฉกาจอย่าง BMW ซีรีส์ 3 E90 เข้าไปทุกที
แต่แล้ว เมื่อถึงเวลาที่ เวอร์ชันตลาดโลก ปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์พร้อมกั
เมื่อเดือนสิงหาคม – กันยายน 2008 ที่ผ่านมา
ถ้าถามว่า มีอะไรที่แตกต่างจากรุ่นเดิมบ้าง
หากดูจากภายนอกเผินๆ สำหรับคนที่ไม่ค่อยรู้เรื่องรถแล้ว
พวกเขาจะแยกความแตกต่างไม่ออกเลย
ผมเองก็ยังต้องเพ่งอยู่พักใหญ่ ถึงจะรู้ว่า
มีกระจังหน้า ดีไซน์ครึ่งท่อนล่างใหม่
เปลือกกันชนหน้า ออกแบบให้สอดรับกัน
โดยยึดแนวเส้นสายคล้ายของเดิมที่ดุดันอยู่แล้ว
เฉพาะรุ่น Premium Package
ชุดไฟหน้า แบบ HID มาพ้อมระบบปรับเปลี่ยนมุมองศาจานฉายอัตโนมัติ
ตามการเข้าโค้ง AFS (Adaptive Front Lightningt System)
พร้อม ที่ฉีดน้ำล้างชุดไฟหน้า ด้วยสวิชต์ ที่แผงหน้าปัด
และระบบปรับไฟหน้า สูง-ต่ำอัตโนมัติ Auto Leveling มาให้
ส่วนรุ่น Luxury มีแค่ระบบปรับไฟหน้าด้วยสวิชต์ธรรมดาทดแทนไป
มีกระจังหน้า ดีไซน์ครึ่งท่อนล่างใหม่
เปลือกกันชนหน้า ออกแบบให้สอดรับกัน
โดยยึดแนวเส้นสายคล้ายของเดิมที่ดุดันอยู่แล้ว
ชุดไฟหน้า แบบ HID มาพ้อมระบบปรับเปลี่ยนมุมองศาจานฉายอัตโนมัติ
ตามการเข้าโค้ง AFS (Adaptive Front Lightningt System)
พร้อม ที่ฉีดน้ำล้างชุดไฟหน้า ด้วยสวิชต์ ที่แผงหน้าปัด
และระบบปรับไฟหน้า สูง-ต่ำอัตโนมัติ Auto Leveling มาให้
ส่วนบั้นท้ายนั้น ถ้าไม่เห็นชุดไฟท้ายลายใหม่ มีไฟถอยหลัง
ที่ชวนให้นึกถึง สัญลักษณ์ของ เครื่องกีฬายี่ห้อ NIKE เป็นอันมาก
ไฟท้ายนั้น ในแค็ตตาล็อกระบุว่า เป็นแบบ LED
แต่ ผมก็เพ่งแล้วเพ่งอีก ด้วยความไม่แน่ใจว่า มันใช่แน่เหรอ?
นอกนั้น ถ้าไม่สังเกตจริงๆ ก็แทบจะดูไม่รู้เลยว่า เป็นการปรับโฉมแบบไมเนอร์เชนจ์ (แล้วนะ)
สีตัวถังมีให้เลือกมากถึง 6 สี
ได้แก่ Silver Mica Metallic / Dark Grey Mica /
Bluish Pearl Crystal Shine / White Pearl Crystal Shine /
Black และสีใหม่ Blonde Mica Metallic
รายละเอียดหลักๆ ดูเผินๆ ทุกอย่างก็แทบเรียกได้ว่าเหมือนเดิม
ไล่กันตั้งแต่กุญแจรีโมทคอนโทรล แบบ KEYLESS ENTRY
ซึ่งยังคงมีสารรูป เหมือนรีโมทระบบกันขโมยแบบย้อนไปสักเมื่อ 6 ปีที่แล้ว
ไม่มีผิด
แค่เอาชุดกุญแจรีคโมท เข้าใกล้ประตู
ระบบไฟส่องสว่างใต้กระจกมองข้างพร้อมไฟเลี้ยวแบบ LED ในตัว
จะติดสว่างขึ้นเอง เพื่อส่องพื้นรอบๆตัว ในยามค่ำคืน
เปิดประตูเข้ามา ก็เจอบรรยากาศที่คุ้นเคย
ภายในตกแต่งด้วยวัสดุชั้นดี ใช้ลายอะลูมีเนียม ตัดสลับกับ ลายไม้เมเปิล ตามจุดต่างๆ
มี 2 สี คือ สีน้ำตาล และสีเทาเข้ม ที่เห็นอยู่นี้ มีเฉพาะรุ่น Premium Package
ดีที่เปลี่ยนจากลายไม้แบบเดิม ซึ่งดูแก่หง่อม เพราะสีเข้มเกินไป
ย้อนไปก่อนหน้านั้น 3 วัน
คืนวันพุธที่ 12 พฤศจิกายน รายการทีวี Dara Party ของ RS
กำลังออกอากาศ ที่ช่อง 3 น่าจะจำไม่ผิด ผมไม่ค่อยสนใจรายการประเภทนี้เท่าไหร่
แต่ในเมื่อ ทีวี เปิดทิ้งไว้ หูอันซุกซนก็เลยฟังไปเรื่อยๆ ทำงานไปเรื่อยๆ ไม่ได้ดู
จู่ๆ มี Celebrity คนหนึ่ง เห็นว่าชื่อคุณเก๋ รุ่งนภา
นามสกุลอะไร ผมไม่อาจจำได้ถนัด เพราะว่า ยาว
เธอบอกว่า เธอได้ชมรถคันนี้ ในงานเปิดตัวแล้ว
ชอบเลย ภายในห้องโดยสารกว้างขวาง มาก
คนที่นั่ง “ฟัง” ทีวีทางบ้านอย่างผม
อยากจะลุกจากเก้าอี้ทำงาน
เดินไปแหวกจอทีวีที่บ้าน เข้าไปบอก She ว่า
มันกว้างตรงหนายยยยยย
ไม่เห็นจะกว้างเล้ยยยยยยยย
สู้ LS 460 L ก็ไม่ได้ ชิส์!
เบาะนั่งคู่หน้า นั่งสบาย
ทั้งคู่ ปรับระดับสูงต่ำ เลื่อนขึ้นหน้า-ถอยหลัง ปรับพนักพิงเอนลงได้
แถมยังมีระบบดันหลังมาให้ ทั้งหมดนี้ ใช้งานด้วยสวิชต์ไฟฟ้า
พร้อมระบบจำตำแหน่งเบาะ 3 ตำแหน่ง ซึ่งจะจำตำแหน่งพวงมาลัย
ที่ปรับระดับสูงต่ำได้ และปรับระยะใกล้-ไกล เข้าหาตัวผู้ขับได้ด้วยสวิชต์ไฟฟ้า
หน้าตาเหมือนที่พบใน LS 460 L นั่นละ
แถมยังมีระบบพัดลมทำความเย็นใต้เบาะ และฮีตเตอร์ในตัว
สวิชต์ควบคุมอยู่เหนือคันเกียร์ขึ้นไปนั่นละครับ
นั่งสบาย และมีตำแหน่งเบาะในระดับต่ำสุด สูงกว่า ตำแหน่งต่ำสุดของเบาะนั่ง BMW ซีรีส์ 3 เล็กน้อย
พื้นที่เหนือศีรษะ แน่นอน มีเหลือ แต่อาจดูเหมือนไม่มากนัก
ทางเข้า-ออกประตู คู่หลัง
ก็ยังคงเข้าออกได้ ไม่ต่างอะไรกับทั้ง BMW ซีรีส์ 3 และ มาสด้า 3
คือ พอเข้าออกได้ แต่ก็หาใช่จะกว้างสบาย ชนิดเอาคนร่างอ้วนขึ้นไปนั่งได้
ในจังหวะเดียวแต่อย่างใด
อย่างที่เคยบอกไว้
พื้นที่เบาะนั่งด้านหลังนั้น
มันก็พอกันกับ รถยนต์ พรีเมียมคอมแพกต์ทั่วๆไป ที่ใช้ระบบขับเคลื่อนล้อหลัง
คือ พอนั่งได้ มีพื้นที่ที่รับได้ แต่จะให้นั่งสบาย หรือมีเบาะหลังนั่งได้เต็มก้น
ก็คงจะต้องทำใจกันเอาไว้ก่อน เ็ป็นเช่นนี้ ทั้ง IS250 ซีรีส์ 3
และรวมเลยเถิดไปถึงรถขับเคลื่อนล้อหน้า หรือ สี่ล้อ อย่าง เอาดี้ A4
ตัวเก่านั่นก็ด้วย
แต่อย่างไรก็ตาม เบาะนั่งด้านหลัง แม้จะโดนซุ้มล้อคู่หลัง
เบียดเข้ามาบ้าง เหมือนกับ ซีรีส์ 3
แต่ด้วยการเลือกใช้หนังชั้นดี การออกแบบที่เน้นความสบายมากขึ้น
ทำให้เบาะนั่งด้านหลังของ IS250 นั่งสบายกว่า ซีรีส์ 3 E90 นิดหน่อย
นั่นรวมถึงพื้นที่วางขา ที่มีมาให้พอๆกัน
พนักพิงตรงกลาง ดึงลงมา เป็นที่วางแขน ที่วางแก้วน้ำ 2 ตำแหน่ง ซ่อนไว้
พร้อมฝาปิดช่องเก็บของขนาดเล็ก
อีกทั้งยังสามารถเปิดทะลุไปยังห้องเก็บสัมภาระด้านหลังได้
มีช่องแอร์ สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง และที่เขี่ยบุหรี่มาให้
ห้องเก็บสัมภาระด้านหลัง
มีขนาดใหญ่พอสมควร
แต่เสียดาย ไม่มีโอกาสลงไปนอนวัดดูว่า มันกว้างขวางและลึกพอหรือไม่
อ่านบทความทั้งหดต่อได้ที่นี่เลยครับ
Popularity: 8% [?]















Leave a comment!