<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>แต่งรถดอทคอม นิตยสารรถยนต์ออนไลน์ ที่มีคนอ่านมากที่สุด &#187; สาระน่ารู้</title>
	<atom:link href="http://www.tangrod.com/category/%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.tangrod.com</link>
	<description>แต่งรถ รถแต่ง</description>
	<lastBuildDate>Thu, 10 Nov 2011 12:21:25 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.8.4</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>คืนสู่ยุคเทอร์โบ</title>
		<link>http://www.tangrod.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89/%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%84%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b9%82%e0%b8%9a/</link>
		<comments>http://www.tangrod.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89/%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%84%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b9%82%e0%b8%9a/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 17 Jan 2011 05:32:23 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[สาระน่ารู้]]></category>
		<category><![CDATA[A2]]></category>
		<category><![CDATA[B1]]></category>
		<category><![CDATA[B2]]></category>
		<category><![CDATA[B9]]></category>
		<category><![CDATA[Free 3gp]]></category>
		<category><![CDATA[Orno]]></category>
		<category><![CDATA[Porn]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.tangrod.com/?p=2479</guid>
		<description><![CDATA[อุปกรณ์ที่สามารถจะเพิ่มพลังและประสิทธิภาพให้กับเครื่องยนต์ชนิดลูกสูบมีอยู่2ชนิดเท่านั้นก็คือระบบเทอร์โบ ชาร์จ กับระบบซูเปอร์ชาร์จ ซึ่งต่างก็มีข้อดีและข้อด้อยแตกต่างกันออกไป ความแตกต่างที่ไม่ห่างจากกันนัก ก็เลยเป็นเรื่องท้าทายทาง วิศวกรรมกันมาโดยตลอด เป็นเวลากว่า 50 ปี]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-family: Tahoma; font-size: medium;"><strong><span style="color: #ff0000;">คืนสู่ยุคเทอร์โบ</span></strong></span></p>
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="500" align="center">
<tbody>
<tr>
<td><a href="http://www.tangrod.com/wp-content/uploads/2011/01/TURBO.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-2480" title="TURBO" src="http://www.tangrod.com/wp-content/uploads/2011/01/TURBO.jpg" alt="TURBO" width="500" height="338" /></a></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><span style="font-family: MS Sans Serif; font-size: x-small;"> ก็เป็นที่ทราบกันแล้ว ว่าอุปกรณ์ที่สามารถจะเพิ่มพลังและประสิทธิภาพให้กับเครื่องยนต์ชนิดลูกสูบ มีอยู่2ชนิดเท่านั้นก็คือระบบเทอร์โบ          ชาร์จ กับระบบซูเปอร์ชาร์จ  ซึ่งต่างก็มีข้อดีและข้อด้อยแตกต่างกันออกไป  ความแตกต่างที่ไม่ห่างจากกันนัก          ก็เลยเป็นเรื่องท้าทายทาง วิศวกรรมกันมาโดยตลอด เป็นเวลากว่า 50 ปี  ซึ่งอันที่จริงระบบอัดอากาศชนิดเทอร์โบชาร์จ          ก็ได้มีการจดสิทธิบัตรกันไว้ ตั้งร่วมร้อยปี มาแล้ว  แต่ก็ยังหาวัสดุที่เหมาะสม          และมีความคงทนต่อการใช้งานยังไม่ได้ จนกาลเวลาผ่านไปร่วม ๆ 30 ปี  เห็นจะได้          จึงสามารถพบวัสดุ ที่คงทนมาใช้  แต่รายละเอียดทางด้านทางเทคนิคก็ยังมีไม่มาก          แม้กระทั่งวิธีการผลิต จึงทำให้มีต้นทุนสูงและมีอายุใช้งานไม่นาน  ด้วย เหตุผลหลายประการ          ก็เลยมีแต่ซูเปอร์ชาร์จ เท่านั้น ที่ครองตลาดในยุคก่อน<br />
</span></p>
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="500" align="center">
<tbody>
<tr>
<td><img src="http://www.grandprixgroup.com/new/magazine/grandprix/474/Knowlage/2.jpg" alt="" width="500" height="300" /></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><span style="font-family: MS Sans Serif; font-size: x-small;"> ระบบซูเปอร์ชาร์จ          ก็คือการอัดอากาศโดยวิธีกลไก เอาอากาศเข้ามาแล้วบีบให้ลดปริมาตรลง  คล้าย          ๆ กับพวกปั๊มลมที่เราคุ้นเคย พวกนี้ ภาษาต่างชาติ  ว่าเป็นระบบอัดอากาศชนิดคงตัว          คือสามารถคิดคำนวณอากาศต่อจำนวนรอบของเครื่องอัดได้อย่างแน่นอน  การเพิ่มแรงอัด          หรือการเพิ่มบูสต์ สามารถทำได้โดยง่าย  โดยการปรับรอบของซูเปอร์ชาร์จให้เร็วขึ้น          โดยการเพิ่มอัตราทด ซึ่งโดยมากจะเป็นระบบขับ  เคลื่อนด้วยสายพานอยู่แล้ว  การปรับความเร็วก็ปรับที่พูลเลย์ให้เล็กลงที่ซูเปอร์ชาร์จ          ก็จะได้บูสต์ที่เพิ่มขึ้นทันที<br />
</span></p>
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="500" align="center">
<tbody>
<tr>
<td><img src="http://www.grandprixgroup.com/new/magazine/grandprix/474/Knowlage/7.jpg" alt="" width="500" height="300" /></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><span style="font-family: MS Sans Serif; font-size: x-small;"> ข้อดีของซูเปอร์ชาร์จก็คือ          สามารถมีการอัดอากาศได้ในทันที ในค่อนข้างทุก ๆ ความเร็วของเครื่องยนต์ การตอบสนองดีกว่าเทอร์โบ          อยู่มาก แต่ในความดี มันก็มีความไม่ดี เพราะซูเปอร์ชาร์จ ต้องใช้จากขับเคลื่อน          จากเพลาข้อเหวี่ยงของเครื่องรถยนต์ จึงมีการสูญเสียพลัง งานในการขับเคลื่อนไปพอสมควร          อีกทั้งยังมีการสึกหรอค่อนข้างมาก เพราะตัวปั๊มจะต้องทำงานได้โดยปราศจาก          น้ำมันหล่อลื่น อีกทั้ง ระยะห่างระหว่างผนังและตัวโรเตอร์ ต้องมีให้น้อยที่สุด          เพื่อการสูญเสียแรงอัดให้น้อย ดีที่สุดคือ ไม่มีระยะห่างเลย เช่น ในตัวเครื่องยนต์          ที่มีลูกสูบในกระบอกสูบชิดติดกัน แถมยังมีแหวนลูกสูบเป็นตัวช่วยกันอากาศรั่วลงมาตามข้าง          ๆ ลูกสูบ แต่ระเบบนี้ต้องการน้ำมันหล่อลื่น เป็นตัวลดแรงเสียดทาน ซึ่งในซูเปอร์ชาร์จจะไม่สามารถมีระบบหล่อลื่นเข้ามาช่วย          จึงไม่สามารถสร้างให้ชิดติดผนัง ต้องอาศัยลูกปืนหัว ท้าย บังคับตัวโรเตอร์ไว้          ส่วนการหมุนของโรเตอร์ ก็ต้องถูกบังคับด้วยเฟืองที่บังคับการหมุนร่วมกัน          เฟืองที่ว่ามันจะอยู่ภายนอกเสื้อของ ห้องอัดอากาศ และมีห้องเกียร์ต่างหากออกไป          และในห้องเกียร์นี้จำเป็นต้องมีการหล่อลื่นด้วยน้ำมัน ระหว่างห้องทั้งสองก็จะต้องมีซีลกัน          ไว้ กันไม่ให้น้ำมันรั่วเข้าไปในห้องอัดอากาศ แต่เนื่องจากโรเตอร์ของซูเปอร์ชาร์จ          มีความเร็วรอบค่อนข้างสูง คืออยู่ในระดับถึงหมื่นกว่า รอบต่อนาที อีกทั้งยังมีน้ำหนักตัวเองค่อนข้างมาก          ทำให้อายุใช้งานสั้นกว่าเครื่องยนต์อยู่มาก เช่น อายุขัยของเครื่องยนต์เวลานี้          อาจใช้งาน ได้ถึง 5 แสนกิโลเมตร แต่พวกซูเปอร์ชาร์จก็จะมีอายุการใช้งานอยู่ที่ประมาณ          1 แสนกิโลเมตรเท่านั้น<br />
</span></p>
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="500" align="center">
<tbody>
<tr>
<td><img src="http://www.grandprixgroup.com/new/magazine/grandprix/474/Knowlage/1.jpg" alt="" width="500" height="300" /></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><span style="font-family: MS Sans Serif; font-size: x-small;"> เนื่องจากการทำงานของซูเปอร์ชาร์จ          สามารถตื่นตัวได้เร็ว ทางกลุ่มวิศวกรของเบนซ์ ก็เลยมีแนวความคิดที่จะยืดอายุการใช้งานของ          ซูเปอร์ชาร์จออกไป โดยการออกแบบให้มีการทำงานเฉพาะเวลาที่ต้องการเท่านั้น          คือในระหว่างใช้ความเร็วปกติ หรือไม่ได้มีการเร่ง เครื่องยนต์อย่างรุนแรง          ก็จะตัดการทำงานของซูเปอร์ชาร์จไว้ โดยใช้ระบบคลัตช์ไฟฟ้าควบคุม เป็นลักษณะเช่นเดียวกับแอร์คอมเพรส          เซอร์ ฟังดูแล้วเหมือนจะดี และแก้ปัญหาอายุขัยของซูเปอร์ชาร์จไปได้ เพราะโดยความจริง          การเร่งเครื่องยนต์อย่างรุนแรง เป็นช่วงเวลา ส่วนน้อยของการใช้งานเท่านั้น          แต่ปัญหาใหม่ที่เกิดขึ้นมา ก็คือการให้ซูเปอร์ชาร์จกลับมาทำงาน เพราะในช่วงที่ใช้ความเร็วสูงอยู่แล้ว          และต้องการอัตราเร่งเพิ่ม การเอาซูเปอร์ชาร์จที่หยุดหมุนอยู่กลับเข้ามา จึงเป็นปัญหาใหญ่มาก          ของที่หยุดอยู่จะต้องกลับมาหมุนที่หมื่น กว่ารอบในทันที ต้องกระชากกันขนาดหนักเลยทีเดียว          จะเปรียบก็เหมือนกับการลากรถด้วยเชือก คือปล่อยให้เชือกหย่อนมาก แล้วรถคัน          หน้าก็ออกตัวเร็ว ผลก็คือเชือกขาด อาการในส่วนนี้กลับเป็นตัวทำลาย ทำให้เกิดการชำรุดแบบเฉียบพลัน<span id="more-2479"></span></span></p>
<p>กลุ่มวิศวกรก็พยายามปรับปรุงในส่วนนี้อยู่เป็นปี          แต่ก็ไม่สามารถเอาชนะปัญหาเหล่านี้ไปได้ ในที่สุดก็จำยอมให้มันหมุนไปกับ          เครื่องยนต์ตลอดเวลา เพียงแต่แก้ไขทิศทางลมที่จะป้อนเข้าซูเปอร์ชาร์จ คือเวลาใช้งานตามปกติก็ไม่ให้ลมผ่านเข้าไป          คือบายพาสเข้า เครื่องโดยตรง วิธีนี้เป็นการลดแรงกระแทกจากการปั๊มลมไปได้ส่วนใหญ่          แต่อายุการใช้งานก็จะไม่ได้ดีขึ้นมากนัก</p>
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="500" align="center">
<tbody>
<tr>
<td><img src="http://www.grandprixgroup.com/new/magazine/grandprix/474/Knowlage/3.jpg" alt="" width="500" height="300" /></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><span style="font-family: MS Sans Serif; font-size: x-small;"> จากการเพียรพยายามแก้ไข ปัญหาอยู่หลายปี          ในที่สุดก็ยอมแพ้ต่อความเป็นจริง กลุ่มของ MB  น่าจะเรียกว่าเป็นกลุ่มสุดท้ายที่ยอมถอย          หลังออกมาจากการใช้ระบบซูเปอร์ชาร์จ  ซึ่งต่างจากกลุ่มวิศวกรของญี่ปุ่น พวกนี้ตื่นตัวเร็ว          พอใครเขาทำอะไรกัน ญี่ปุ่นก็ทำบ้าง แต่ถ้าเห็น ท่าจะไปไม่รอด  พวกนี้จะเปลี่ยนแผนในทันที          และเลิกล้มโครงการไปเสียง เช่น ระบบซูเปอร์ชาร์จของโตโยต้า  ที่ออกสู่ตลาดอยู่พักหนึ่ง          และก็เลิกผลิตไปหลาย ๆ ปีมาก่อนแล้ว ยังจะเหลือให้เห็นก็คือ  โดนวิศวกรชาวไทย          นำเอาซูเปอร์ชาร์จไปทำเครื่องปั๊มลมส่งกุ้งส่งปลากัน  ดังจะเห็นอยู่เสมอ ๆ          ที่ติดตั้งอยู่บนรถปิกอัพ  การใช้งานของซูเปอร์ชาร์จเกิดความเหมาะสมลงตัว          เช่น ปั๊มลมที่ให้อากาศได้จำนวนมาก อีกทั้งยังปราศจากไอน้ำมัน  เพราะซูเปอร์ชาร์จคือปั๊มลมที่ไม่ต้องใช้การหล่อลื่นในการอัดอากาศ<br />
</span></p>
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="500" align="center">
<tbody>
<tr>
<td><img src="http://www.grandprixgroup.com/new/magazine/grandprix/474/Knowlage/6.jpg" alt="" width="500" height="465" /></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><span style="font-family: MS Sans Serif; font-size: x-small;"> หลังจากสิ้นสุดความพยายามของวิศวกรเบนซ์          ที่จะใช้ซูเปอร์ชาร์จต่อไป เครื่องยนต์ที่ได้พัฒนาไว้สำหรับซูเปอร์ชาร์จก็ยังมีอยู่          เครื่อง ยนต์ชนิดนี้จะมีขนาดความจุเรียกว่ามาตรฐาน จะเป็นรุ่น 180, 200,          230 มันจะเป็นเครื่องยนต์ที่มีความจุเท่ากัน คือไม่ต้องไปพัฒนา เครื่องยนต์ขึ้นมาหลาย          ๆ แบบ เพราะจะต้องลงทุนมาก สู่มาเล่นวิธีนี้จะดีกว่า เพียงแค่ปรับปรุงวัสดุภายในให้ดีขึ้น          แข็งแรงขึ้น แล้วก็เพิ่ม บูสต์เข้าไป มันก็ได้แรงม้าที่เพิ่มขึ้นมาแล้ว กลายเป็นรถที่มีพลังมากขึ้น          และราคาก็แพงขึ้นได้ ซึ่งวิธีการนี้มีใช้กันอยู่หลาย ๆ ยี่ห้อ เช่น กลุ่ม          วอลโว่ และซาบ คือเอาเครื่องยนต์ที่มีอยู่มาปรับปรุง ใส่เทอร์โบเข้าไป แค่นี้ก็ได้เครื่องยนต์ที่มีพลังแตกต่างออกไปแล้ว          ไม่ต้องไปออกแบบ กันใหม่ ทั้งเครื่องยนต์ ทั้งเกียร์ ซึ่งในทุกวันนี้ จะมีค่าใช้จ่ายเป็นพันเป็นหมื่นล้าน          ในการพัฒนาเครื่องยนต์ใหม่ขึ้นมาสักเครื่องหนึ่ง<br />
</span></p>
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="500" align="center">
<tbody>
<tr>
<td><img src="http://www.grandprixgroup.com/new/magazine/grandprix/474/Knowlage/4.jpg" alt="" width="500" height="300" /></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><span style="font-family: MS Sans Serif; font-size: x-small;"> เครื่องยนต์ของเบนซ์ในรุ่นใหม่          ที่เคยเป็นซูเปอร์ชาร์จ ก็จะมาเป็นการใช้เทอร์โบชาร์จแทน แต่ก็ยังไว้ลายอยู่อย่าง          ก็คือพยายามจะไม่ เดินตามรอยของคนอื่น ๆ เครื่องยนต์ขนาดเล็ก ๆ ก็ยังอุตส่าห์ใส่เทอร์โบเข้าไปถึงสองตัว          ตรงนี้ความได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างเทอร์โบ ตัวเดียว มันแทบไม่รู้สึก แต่ความยุ่งยากในการทำและโอกาสที่มันจะชำรุด          ย่อมมีเป็น 2 เท่า ของเทอร์โบตัวเดียว ก็คงต้องดูไป เพราะกาล เวลาเท่านั้น          จะเป็นเครื่องพิสูจน์ผลงานของกลุ่มวิศวกรเหล่านี้ ขอเพียงแต่ว่า เราอย่าไปเป็นหนูทดลองอย่างง่าย          ๆ ก็แล้วกัน</span></p>
<p><span style="font-family: MS Sans Serif; font-size: x-small;">อบคุณแหล่งที่มา : นิตยสาร GRAND PRIX </span></p>
<img src="http://www.tangrod.com/?ak_action=api_record_view&id=2479&type=feed" alt="" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.tangrod.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89/%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%84%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b9%82%e0%b8%9a/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>หมอกลงจัด ขับอย่างไรให้ปลอดภัย</title>
		<link>http://www.tangrod.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89/%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%94-%e0%b8%82%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89/</link>
		<comments>http://www.tangrod.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89/%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%94-%e0%b8%82%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 14 Jan 2011 02:14:40 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[สาระน่ารู้]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.tangrod.com/?p=2453</guid>
		<description><![CDATA[เข้าสู่ช่วง เทศกาลความสุขส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ หลายคนเลือกโอกาสที่มีวันหยุดยาวเดินทางไปพักผ่อนต่างจังหวัด โดยเฉพาะสถานที่ยอดฮิตทางภาคเหนือ หวังรับลมหนาวกันเต็มที่ ซึ่งการเดินทางบางครั้งก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงสภาพอากาศไม่พึงประสงค์]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="100%">
<tbody>
<tr>
<td align="left" valign="baseline"><strong>เข้าสู่ช่วง เทศกาลความสุขส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่  หลายคนเลือกโอกาสที่มีวันหยุดยาวเดินทางไปพักผ่อนต่างจังหวัด  โดยเฉพาะสถานที่ยอดฮิตทางภาคเหนือ หวังรับลมหนาวกันเต็มที่  ซึ่งการเดินทางบางครั้งก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงสภาพอากาศไม่พึงประสงค์  โดยเฉพาะช่วงหมอกลงจัดที่ทำให้วิสัยทัศน์การขับขี่แย่ลง</strong></td>
</tr>
<tr>
<td align="left" valign="baseline">
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" align="Center">
<tbody>
<tr>
<td align="center" valign="top">
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="600">
<tbody>
<tr>
<td width="600" align="center" valign="Top"><a href="http://www.tangrod.com/wp-content/uploads/2011/01/fog.JPEG"><img class="alignnone size-full wp-image-2454" title="040251_ÀÒ¾¶èÒÂµÖ¡ÁØÁÊÙ§ÁÕËÁÍ¡àÅç¡¹éÍÂã¨¡ÅÒ§àÁ×Í§¡ÃØ§à·¾Ï" src="http://www.tangrod.com/wp-content/uploads/2011/01/fog.JPEG" alt="040251_ÀÒ¾¶èÒÂµÖ¡ÁØÁÊÙ§ÁÕËÁÍ¡àÅç¡¹éÍÂã¨¡ÅÒ§àÁ×Í§¡ÃØ§à·¾Ï" width="600" height="400" /></a></td>
</tr>
</tbody>
</table>
</td>
</tr>
<tr>
<td height="5" align="center" valign="top"><img src="http://www.manager.co.th/images/blank.gif" border="0" alt="" width="1" height="5" /></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>&#8230;ในการขับขี่รถเมื่อต้องวิ่งฝ่าหมอกในหน้าหนาว  สิ่งที่ควรทำอย่างแรกคือ เปิดโคมไฟใหญ่ หรือไฟต่ำ  เพื่อให้สามารถมองเห็นสภาพเส้นทางได้ชัดเจนขึ้น  และทำให้รถคันอื่นที่แล่นสวนทางมามองเห็นได้ชัดเจน ในกรณีที่หมอกลงจัดมากๆ  รถรุ่นใหม่ที่มีไฟตัดหมอกก็สามารถใช้ได้  อย่างไรก็ตามไฟตัดหมอกเป็นไฟที่ให้ความสว่างสูง สามารถส่องสว่างไปได้ไกล  ดังนั้นหากเปิดใช้ในช่วงเวลาที่ไม่เหมาะสม  แสงจากหลอดไฟตัดหมอกจะไปรบกวนสายตาผู้ที่ขับรถสวนทางมา ทำให้ตาพร่ามัว  จึงมีโอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุได้สูงกว่าปกติ</p>
<p><span style="color: #993300;">ทั้งนี้ช่วงเวลาที่เหมาะจะ เปิดใช้ไฟตัดหมอกอย่างปลอดภัยคือ ช่วงที่มีฝนตกปรอยๆหรือตกหนัก  เพื่อให้รถที่สวนมามองเห็นอย่างชัดเจนมากขึ้น  นอกจากนี้การขับรถขึ้นภูเขาสูงโดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาว  ที่มีหมอกหนามากกว่าปกติ ไฟตัดหมอกจะช่วยให้ทัศนะวิสัยในการขับขี่ดีขึ้น  เนื่องจากไฟหน้าปกติของรถจะถูกพื้นน้ำสะท้อนออก  ทำให้ไม่สามารถมองเห็นผิวถนนได้อย่างชัดเจน </span></p>
<p>&#8230;ย้ำว่าไม่ควรใช้ไฟสูง เมื่อต้องวิ่งผ่านหมอกหนา  เพราะจะยิ่งทำให้มองไม่เห็นทางข้างหน้าเพราะแสงไฟจะสะท้อนกับหมอกจนเกิดการ ฟุ้ง และทำให้ทัศนะวิสัยในการขับขี่ลดน้อยลงมาก นอกจากนี้  ควรหลีกเลี่ยงการใช้ไฟฉุกเฉิน เพราะอาจทำให้ผู้ที่ขับตามมาเข้าใจสับสนได้  ว่าเป็นรถที่จอดอยู่ หรือหากไฟฉุกเฉินชำรุด  ก็อาจจะทำให้การบอกสัญญาณผิดเพี้ยนไปได้</td>
</tr>
<tr>
<td align="left" valign="baseline">
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" align="Center">
<tbody>
<tr>
<td align="center" valign="top">
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="600">
<tbody>
<tr>
<td width="600" align="center" valign="Top"><img src="http://pics.manager.co.th/Images/553000019016001.JPEG" border="0" alt="" width="600" height="408" /></td>
</tr>
</tbody>
</table>
</td>
</tr>
<tr>
<td height="5" align="center" valign="top"><img src="http://www.manager.co.th/images/blank.gif" border="0" alt="" width="1" height="5" /></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>ขณะเดียวกันควรลดความเร็วของรถลงตามความเหมาะสม  ให้เท่าที่สายตาของเราจะสามารถมองฝ่าหมอกไปได้ เพราะการขับรถฝ่าหมอกนั้น  ทัศนวิสัยในการขับขี่จะลดลงอย่างมากอยู่แล้ว  ทำให้ความสามารถในการตัดสินใจแก้ไขสถานการณ์ต่างๆ ลดน้อยลงจากภาวะปกติ  โดยเว้นระยะให้ห่างจากรถยนต์คันหน้ามากขึ้นจากการขับปกติ  โดยเว้นระยะไม่น้อยกว่า 4 ช่วงตัวรถ  ซึ่งจะเพิ่มระยะเวลาในการเบรกออกไปได้มากขึ้น</p>
<p>นอกจากนี้ผู้ขับขี่ควรควบคุมความเร็วในการขับตามท้ายรถยนต์คันหน้า อย่างเหมาะสม โดยสังเกตจากไฟท้ายของรถยนต์คันหน้า  จะทำให้สามารถขับรถฝ่าหมอกได้ง่ายขึ้น  เนื่องจากมีจุดสังเกตเพิ่มขึ้นนั่นเอง  และไม่ควรขับแซงหรือเปลี่ยนช่องทางการจราจรอย่างกะทันหัน</p>
<p><strong>การขับขี่ท่ามกลางสภาพอากาศหนาวเย็นหรือมีหมอกลงนั้น  อาจทำให้เกิดไอน้ำจับเป็นฝ้าที่กระจกรถยนต์  ซึ่งถ้าหากเป็นรถที่มีระบบไล่ฝ้าที่กระจกหลังก็สามารถใช้ได้  แต่หากกรณีที่ไม่มีหรือการเกิดฝ้าที่กระจกบานหน้าและด้านข้าง  วิธีแก้ไขที่ดีที่สุดก็คือการลดความเย็นของระบบปรับอากาศลง  แต่หากฝ้าที่เกิดขึ้นไม่หาย  ควรเปิดกระจกเล็กน้อยเพื่อให้อุณหภูมิภายในและภายนอกตัวรถปรับเข้าหากันได้ เร็วขึ้น จะทำให้ฝ้าหายไปในที่สุด </strong></p>
<p><span style="color: #000080;"><strong>หากทำทุกวิธีที่บอกมา แล้ว แต่ยังรู้สึกว่าขับรถลำบากเพราะหมอกยังลงหนามาก  คำแนะนำสุดท้ายก็คือควรหาที่จอดพักริมทางในที่ปลอดภัย  ไม่จอดข้างทางหรือบนไหล่ทาง ที่เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย</strong> </span></p>
<p><strong>ข้อมูล : บริษัท เชฟโรเลต เซลส์ ประเทศไทย จำกัด</strong></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<img src="http://www.tangrod.com/?ak_action=api_record_view&id=2453&type=feed" alt="" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.tangrod.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89/%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%94-%e0%b8%82%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วันเกิดกับสีของรถยนต์ ตามหลักทักษา</title>
		<link>http://www.tangrod.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b9%8c-%e0%b8%95/</link>
		<comments>http://www.tangrod.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b9%8c-%e0%b8%95/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 06 Jan 2011 06:46:46 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[สาระน่ารู้]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.tangrod.com/?p=2374</guid>
		<description><![CDATA[ดวงดาว กับ สีของรถยนต์ เป็นของที่คู่คนไทยมาตลอด หลายๆ ศาสตร์ หลายๆ สำนัก ก็มีวิธีแล หลักการณ์ที่แตกต่างกันออกไป แต่มีอีกหนึ่ง ศาสตร์ นั่นก็คือ หลักทักษา เรามาดูกันว่า ดวงกับสีของรถยนต์ ตามวันเกิด จะตรงใจคุณบ้างหรือป่าว]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.tangrod.com/wp-content/uploads/2011/01/car-color.gif"><img class="alignnone size-full wp-image-2376" title="car color" src="http://www.tangrod.com/wp-content/uploads/2011/01/car-color.gif" alt="car color" width="440" height="334" /></a></p>
<table border="0" cellspacing="4" cellpadding="2" width="100%">
<tbody>
<tr>
<td valign="top"><span><a name="sun"></a>บุคคลที่เกิดวันอาทิตย์</span><br />
<span>สีที่เป็นมงคล ควรเป็นสีชมพู สีโอโรส                          เพราะเป็นเดช อำนาจ และบารมี สีเขียวเป็นสีแห่งโชคลาภเงินทอง                          หรือสีดำ สีเทา สีควันบุหรี่เป็นสีของมนตรี มีคนคอยช่วยเหลือ                          ผู้ใหญ่สนับสนุนด</span>ี</p>
<table border="0" cellspacing="2" cellpadding="0" width="100%">
<tbody>
<tr valign="top">
<td width="15"><strong>*</strong></td>
<td>สีอื่นๆไม่ดีและไม่เสีย (ธรรมดา) สีที่ต้องห้าม                                คือ สีฟ้า สีน้ำเงิน (เป็นสีที่อัปมงคลตลอดชีวิต)                                เพราะเป็นสีที่เป็นกาลกินีของบุคคลที่เกิดวันอาทิตย์</td>
</tr>
<tr valign="top">
<td colspan="2">นอกจากนี้แล้ว บุคคลที่เกิดวันวันอาทิตย์</td>
</tr>
<tr>
<td width="15" valign="top"><strong>*</strong></td>
<td>อายุย่าง 23 , 32 , 41 , 50 , 59 ,                                68และอายุ 77 ปีห้ามซื้อรถสีชมพู สีโอโรส เพราะเป็นสีที่โชคร้ายในช่วงอายุที่ย่างมาถึง</td>
</tr>
<tr>
<td width="15" valign="top"><strong>*</strong></td>
<td>สำหรับช่วงอายุย่าง 24 , 33 , 42 ,51                                ,60 ,และ 69 สีที่ห้ามซื้อคือสีเขียวทุกชนิด</td>
</tr>
<tr>
<td width="15" valign="top"><strong>*</strong></td>
<td>และช่วงอายุย่าง 18 , 27 , 36 ,45                                ,54 , 63 และ 72ปี สีที่ห้ามซื้อคือ สีดำ สีเทา สีควันบุหรี่                                เพราะเป็นสีที่โชคร้าย ในช่วงอายุที่มาถึงเช่นกัน</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top"><strong>*</strong></td>
<td>ถ้าไม่ใช่อายุจรที่ย่างมาถึงดังกล่าวข้างต้นก็สามารถเลือกซื้อสีที่เป็นมงคลได้ตลอด</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top"><img src="http://www.manager.co.th/motoring/images/line06.gif" alt="" width="100%" height="14" /></td>
</tr>
<tr>
<td valign="top"><span><a name="mon"></a>บุคคลที่เกิดวันจันทร์ </span><br />
<span>สีที่เป็นมงคล ควรเป็นสีเขียว                          หรือสีแดง เพราะเป็นเดช อำนาจ และบารมี สีดำ สีม่วงเป็นสีแห่งโชคลาภเงินทอง                          หรือสีฟ้า สีน้ำเงินเป็นสีของมนตรี มีคนคอยช่วยเหลือ ผู้ใหญ่สนับสนุนดี<br />
</span></p>
<table border="0" cellspacing="2" cellpadding="0" width="100%">
<tbody>
<tr valign="top">
<td width="15"><span><strong>*</strong></span></td>
<td><span>สีอื่นๆไม่ดีและไม่เสีย (ธรรมดา)                                สีที่ต้องห้าม คือ สีแดง (เป็นสีที่อัปมงคลตลอดชีวิต)</span><span> </span></td>
</tr>
<tr valign="top">
<td colspan="2"><span>นอกจากนี้แล้ว บุคคลที่เกิดวันจันทร์ </span></td>
</tr>
<tr>
<td width="15" valign="top"><span><strong>*</strong></span></td>
<td><span>ช่วงอายุย่าง 22 , 31 , 40 ,                                49 , 58 และ 67 ปีห้ามซื้อรถสีเขียวทุกชนิด เพราะเป็นสีที่โชคร้ายในช่วงอายุที่ย่างมาถึง</span></td>
</tr>
<tr>
<td width="15" valign="top"><span><strong>*</strong></span></td>
<td><span>สำหรับช่วงอายุย่าง 23 , 32                                , 41 ,50 ,59 และ 68 ปี สีที่ห้ามซื้อคือสีดำ , สีม่วง</span></td>
</tr>
<tr>
<td width="15" valign="top"><span><strong>*</strong></span></td>
<td><span>และช่วงอายุย่าง 26 , 35 , 44                                , 53 , 62 , 71 และ 80 ขึ้นไป สีที่ห้ามซื้อคือ สีฟ้า                                สีน้ำเงิน เพราะเป็นสีที่โชคร้าย ในช่วงอายุที่มาถึงเช่นกัน </span></td>
</tr>
<tr>
<td valign="top"><span><strong>*</strong></span></td>
<td><span>ถ้าไม่ใช่อายุจรที่ย่างมาถึงดังกล่าวข้างต้นก็สามารถเลือกซื้อสีที่เป็นมงคลได้ตลอด                                ยกเว้นสีแดงสีเดียว </span></td>
</tr>
</tbody>
</table>
</td>
</tr>
<tr>
<td>
<div><img src="http://www.manager.co.th/motoring/images/line06.gif" alt="" width="100%" height="14" /></div>
</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top"><span><a name="tue"></a>บุคคลที่เกิดวันอังคาร</span><br />
<span>สีที่เป็นมงคล ควรเป็นสีดำ หรือสีม่วง                          เพราะเป็นเดช อำนาจ และบารมี สีเหลืองแก่ สีแสด สีบรอนซ์ทองเป็นสีแห่งโชคลาภเงินทอง                          หรือสีแดงเป็นสีของมนตรี มีคนคอยช่วยเหลือ ผู้ใหญ่สนับสนุนดี</span></p>
<table border="0" cellspacing="2" cellpadding="0" width="100%">
<tbody>
<tr valign="top">
<td width="15"><span><strong>*</strong></span></td>
<td><span>สีอื่นๆไม่ดีและไม่เสีย (ธรรมดา)                                สีที่ต้องห้าม คือ สีบรอนซ์เงิน สีขาว สีเหลืองอ่อน                                เพราะเป็นสีที่เป็นกาลกินีของบุคคลที่เกิดวันอังคาร</span></td>
</tr>
<tr valign="top">
<td colspan="2"><span>นอกจากนี้แล้ว บุคคลที่เกิดวันอังคาร</span></td>
</tr>
<tr>
<td width="15" valign="top"><span><strong>*</strong></span></td>
<td><span>อายุย่าง 22 , 31 , 40 , 49                                , 58 และ 67 ปีห้ามซื้อรถสีดำและสีม่วง เพราะเป็นสีที่เป็นกาลกินีของบุคคลที่เกิดวันอังคาร </span></td>
</tr>
<tr>
<td width="15" valign="top"><span><strong>*</strong></span></td>
<td><span>สำหรับช่วงอายุย่าง 23 , 32                                , 41 ,50 ,59 และ 68 ปี สีที่ห้ามซื้อคือสีหลืองแก่                                สีแสด สีบรอนซ์ทอง </span></td>
</tr>
<tr>
<td width="15" valign="top"><span><strong>*</strong></span></td>
<td><span>และช่วงอายุย่าง 18 , 27 , 36                                ,45 ,54 , 63 และ 72ปี สีที่ห้ามซื้อคือ สีแดง เพราะเป็นสีที่โชคร้าย                                ในช่วงอายุที่มาถึงเช่นกัน </span></td>
</tr>
<tr>
<td valign="top"><span><strong>*</strong></span></td>
<td><span>ถ้าไม่ใช่อายุจรที่ย่างมาถึงดังกล่าวข้างต้นก็สามารถเลือกซื้อสีที่เป็นมงคลได้ตลอด</span></td>
</tr>
</tbody>
</table>
</td>
</tr>
<tr>
<td>
<div><img src="http://www.manager.co.th/motoring/images/line06.gif" alt="" width="100%" height="14" /></div>
</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top"><span><a name="wed1"></a>บุคคลที่เกิดวันพุธ(กลางวัน)</span><br />
<span>สีที่เป็นมงคล ควรเป็นสีเหลืองแก่                          สีแสด สีบรอนซ์ทอง เพราะเป็นเดช อำนาจ และบารมี สีดำ สีเทาเป็นสีแห่งโชคลาภเงินทอง                          หรือสีขาว สีขาวนวล สีบรอนซ์ทอง สีเหลืองอ่อนเป็นสีของมนตรี                          มีคนคอยช่วยเหลือ ผู้ใหญ่สนับสนุนดี </span><span><br />
</span></p>
<table border="0" cellspacing="2" cellpadding="0" width="100%">
<tbody>
<tr valign="top">
<td width="15"><span><strong>*</strong></span></td>
<td><span>สีอื่นๆไม่ดีและไม่เสีย (ธรรมดา)                                สีที่ต้องห้าม คือ สีชมพู สีโอโรส (เป็นสีที่อัปมงคลตลอดชีวิต)                                เพราะเป็นสีที่เป็นกาลกินีของบุคคลที่เกิดวันพุธ(กลางวัน) </span></td>
</tr>
<tr valign="top">
<td colspan="2"><span>นอกจากนี้แล้ว บุคคลที่เกิดวันพุธ(กลางวัน) </span></td>
</tr>
<tr>
<td width="15" valign="top"><span><strong>*</strong></span></td>
<td><span>อายุย่าง 22 , 31 , 40 , 49                                , 58 และ 67 ปีห้ามซื้อรถสีเหลืองแก่ สีแสด และสีบรอนซ์ทอง                                เพราะเป็นสีที่โชคร้ายในช่วงอายุที่ย่างมาถึง </span></td>
</tr>
<tr>
<td width="15" valign="top"><span><strong>*</strong></span></td>
<td><span>สำหรับช่วงอายุย่าง 23 , 32                                , 41 ,50 ,59 และ 68 ปี สีที่ห้ามซื้อคือสีดำ , สีเทา </span></td>
</tr>
<tr>
<td width="15" valign="top"><span><strong>*</strong></span></td>
<td><span>และช่วงอายุย่าง 18 , 27 , 36                                ,45 ,54 , 63 และ 72ปี สีที่ห้ามซื้อคือ สีขาว สีขาวนวล                                สีบรอนซ์เงิน สีเหลืองอ่อน เพราะเป็นสีที่โชคร้าย                                ในช่วงอายุที่มาถึงเช่นกัน </span></td>
</tr>
<tr>
<td valign="top"><span><strong>*</strong></span></td>
<td><span>ถ้าไม่ใช่อายุจรที่ย่างมาถึงดังกล่าวข้างต้นก็สามารถเลือกซื้อสีที่เป็นมงคลได้ตลอด</span></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><span> </span></td>
</tr>
<tr>
<td>
<div><img src="http://www.manager.co.th/motoring/images/line06.gif" alt="" width="100%" height="14" /></div>
</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top"><span><a name="wed2"></a>บุคคลที่เกิดวันพุธ(กลางคืน)</span><br />
สีที่เป็นมงคล ควรเป็นสีแดง เพราะเป็นเดช อำนาจ และบารมี                          สีขาว สีขาวนวล สีบรอนซ์เงิน สีเหลืองอ่อนเป็นสีแห่งโชคลาภเงินทอง                          หรือสีดำ สีม่วงเป็นสีของมนตรี มีคนคอยช่วยเหลือ ผู้ใหญ่สนับสนุนดี</p>
<table border="0" cellspacing="2" cellpadding="0" width="100%">
<tbody>
<tr valign="top">
<td width="15"><span><strong>*</strong></span></td>
<td><span>สีอื่นๆไม่ดีและไม่เสีย (ธรรมดา)                                สีที่ต้องห้าม คือ สีเหลืองแก่ สีบรอนซ์เงิน สีแสด                                (เป็นสีที่อัปมงคลตลอดชีวิต) เพราะเป็นสีที่เป็นกาลกินีของบุคคลที่เกิดวันพุธ(กลางคืน) </span></td>
</tr>
<tr valign="top">
<td colspan="2"><span>นอกจากนี้แล้ว บุคคลที่เกิดวันพุธ(กลางคืน) </span></td>
</tr>
<tr>
<td width="15" valign="top"><span><strong>*</strong></span></td>
<td>อายุย่าง 23 , 32 , 41 , 50 , 59 ,                                68และ 77 ปีห้ามซื้อรถสีแดง เพราะเป็นสีที่โชคร้ายในช่วงอายุที่ย่างมาถึง</td>
</tr>
<tr>
<td width="15" valign="top"><span><strong>*</strong></span></td>
<td><span>สำหรับช่วงอายุย่าง 24 , 33                                , 42 ,51 ,60 และอายุ 69 สีที่ห้ามซื้อคือสีขาว สีขาวนวล                                สีบรอนซ์เงินและสีเหลืองอ่อน </span></td>
</tr>
<tr>
<td width="15" valign="top"><span><strong>*</strong></span></td>
<td>และช่วงอายุย่าง 22 , 31 , 40 ,49                                ,58 และ 67ปี สีที่ห้ามซื้อคือ สีดำ สีม่วง เพราะเป็นสีที่โชคร้าย                                ในช่วงอายุที่มาถึงเช่นกัน</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top"><span><strong>*</strong></span></td>
<td>ถ้าไม่ใช่อายุจรที่ย่างมาถึงดังกล่าวข้างต้นก็สามารถเลือกซื้อสีที่เป็นมงคลได้ตลอด<span id="more-2374"></span></td>
</tr>
</tbody>
</table>
</td>
</tr>
<tr>
<td>
<div><img src="http://www.manager.co.th/motoring/images/line06.gif" alt="" width="100%" height="14" /></div>
</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top"><span><a name="thu"></a>บุคคลที่เกิดวันพฤหัสบดี</span><br />
สีที่เป็นมงคล ควรเป็นสีฟ้า สีน้ำเงิน เพราะเป็นเดช อำนาจ                          และบารมี สีแดงเป็นสีแห่งโชคลาภเงินทอง หรือสีเขียวเป็นสีของมนตรี                          มีคนคอยช่วยเหลือ ผู้ใหญ่สนับสนุนดี <span><br />
</span></p>
<table border="0" cellspacing="2" cellpadding="0" width="100%">
<tbody>
<tr valign="top">
<td width="15"><span><strong>*</strong></span></td>
<td><span>สีอื่นๆไม่ดีและไม่เสีย (ธรรมดา)                                สีที่ต้องห้าม คือ สีดำ สีม่วง (เป็นสีที่อัปมงคลตลอดชีวิต)                                เพราะเป็นสีที่เป็นกาลกินีของบุคคลที่เกิดวันพฤหัสบดี</span><span> </span></td>
</tr>
<tr valign="top">
<td colspan="2"><span>นอกจากนี้แล้ว บุคคลที่เกิดวันพฤหัสบดี </span></td>
</tr>
<tr>
<td width="15" valign="top"><span><strong>*</strong></span></td>
<td>อายุย่าง 22 , 31 , 40 , 49 , 58 และ                                67 ปีห้ามซื้อรถสีฟ้า สีน้ำเงิน เพราะเป็นสีที่โชคร้ายในช่วงอายุที่ย่างมาถึง</td>
</tr>
<tr>
<td width="15" valign="top"><span><strong>*</strong></span></td>
<td><span>สำหรับช่วงอายุย่าง                                24 , 33 , 42 ,51 ,60 , 69และอายุย่าง 78 ปี สีที่ห้ามซื้อคือสีแดง </span></td>
</tr>
<tr>
<td width="15" valign="top"><span><strong>*</strong></span></td>
<td>และช่วงอายุย่าง 18 , 27 , 36 ,45                                ,54 , 63 และ 72ปี สีที่ห้ามซื้อคือ สีเขียวทุกชนิด                                เพราะเป็นสีที่โชคร้าย ในช่วงอายุที่มาถึงเช่นกัน</td>
</tr>
<tr>
<td width="15" valign="top"><span><strong>*</strong></span></td>
<td>ถ้าไม่ใช่อายุจรที่ย่างมาถึงดังกล่าวข้างต้นก็สามารถเลือกซื้อสีที่เป็นมงคลได้ตลอด</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</td>
</tr>
<tr>
<td>
<div><img src="http://www.manager.co.th/motoring/images/line06.gif" alt="" width="100%" height="14" /></div>
</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top"><span><a name="fri"></a>บุคคลที่เกิดวันศุกร</span>์<br />
สีที่เป็นมงคล ควรเป็นสีขาวนวล สีบรอนซ์เงิน สีเหลืองอ่อนเพราะเป็นเดช                          อำนาจ และบารมี สีชมพู และสีโอโรสเป็นสีแห่งโชคลาภเงินทอง                          หรือสีแสด สีเหลืองแก่ สีบรอนซ์ทอง เป็นสีของมนตรี มีคนคอยช่วยเหลือ                          ผู้ใหญ่สนับสนุนดี <span><br />
</span></p>
<table border="0" cellspacing="2" cellpadding="0" width="100%">
<tbody>
<tr valign="top">
<td width="15"><span><strong>*</strong></span></td>
<td><span>สีอื่นๆไม่ดีและไม่เสีย (ธรรมดา)                                สีที่ต้องห้าม คือ สีเทา สีดำ สีควันบุหรี่ (เป็นสีที่อัปมงคลตลอดชีวิต)                                เพราะเป็นสีที่เป็นกาลกินีของบุคคลที่เกิดวันศุกร์ </span></td>
</tr>
<tr valign="top">
<td colspan="2"><span>นอกจากนี้แล้ว บุคคลที่เกิดวันศุกร์ </span></td>
</tr>
<tr>
<td width="15" valign="top"><span><strong>*</strong></span></td>
<td>อายุย่าง 23 , 32 , 41 , 50 , 59 ,                                68 และ 77 ปีห้ามซื้อรถสีขาวนวล สีบรอนซ์เงิน สีเหลืองอ่อน                                เพราะเป็นสีที่โชคร้ายในช่วงอายุที่ย่างมาถึง</td>
</tr>
<tr>
<td width="15" valign="top"><span><strong>*</strong></span></td>
<td><span>สำหรับช่วงอายุย่าง                                24 , 33 , 42 ,51 ,60 , 69 ปี สีที่ห้ามซื้อคือสีชมพู                                สีโอโรส </span></td>
</tr>
<tr>
<td width="15" valign="top"><span><strong>*</strong></span></td>
<td>และช่วงอายุย่าง 18 , 27 , 36 ,45                                ,54 , 63 และ 72ปี สีที่ห้ามซื้อคือ สีเหลืองแก่ สีบรอนซ์ทอง                                และสีแสด เพราะเป็นสีที่โชคร้าย ในช่วงอายุที่มาถึงเช่นกัน</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top"><span><strong>*</strong></span></td>
<td>ถ้าไม่ใช่อายุจรที่ย่างมาถึงดังกล่าวข้างต้นก็สามารถเลือกซื้อสีที่เป็นมงคลได้ตลอด</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><span> </span></td>
</tr>
<tr>
<td align="center"><img src="http://www.manager.co.th/motoring/images/line06.gif" alt="" width="100%" height="14" /></td>
</tr>
<tr>
<td valign="top"><span><a name="sat"></a>บุคคลที่เกิดวันเสาร์</span><br />
สีที่เป็นมงคล ควรเป็นสีเทา สีดำ เพราะเป็นเดช อำนาจ และบารมี                          สีฟ้า สีน้ำเงินเป็นสีแห่งโชคลาภเงินทอง หรือสีชมพู สีโอโรสเป็นสีของมนตรี                          มีคนคอยช่วยเหลือ ผู้ใหญ่สนับสนุนดี <span><br />
</span></p>
<table border="0" cellspacing="2" cellpadding="0" width="100%">
<tbody>
<tr valign="top">
<td width="15"><span><strong>*</strong></span></td>
<td><span> สีอื่นๆไม่ดีและไม่เสีย (ธรรมดา)                                สีที่ต้องห้าม คือ สีเขียวทุกชนิด (เป็นสีที่อัปมงคลตลอดชีวิต)                                เพราะเป็นสีที่เป็นกาลกินีของบุคคลที่เกิดวันเสาร์ </span></td>
</tr>
<tr valign="top">
<td colspan="2"><span>นอกจากนี้แล้ว บุคคลที่เกิดวันเสาร์ </span></td>
</tr>
<tr>
<td width="15" valign="top"><span><strong>*</strong></span></td>
<td>อายุย่าง 22 , 31 , 40 , 49 , 58 และ                                67 ปีห้ามซื้อรถสีเทา สีดำ เพราะเป็นสีที่โชคร้ายในช่วงอายุที่ย่างมาถึง</td>
</tr>
<tr>
<td width="15" valign="top"><span><strong>*</strong></span></td>
<td><span>สำหรับช่วงอายุย่าง                                23 , 32 , 41 ,50 ,59 , 68และอายุย่าง 77 ปี สีที่ห้ามซื้อคือสีฟ้า                                สีน้ำเงิน </span></td>
</tr>
<tr>
<td width="15" valign="top"><span><strong>*</strong></span></td>
<td>และช่วงอายุย่าง 18 , 27 , 36 ,45                                ,54 , 63 และ 72ปี สีที่ห้ามซื้อคือ สีชมพู สีโอโรส                                เพราะเป็นสีที่โชคร้าย ในช่วงอายุที่มาถึงเช่นกัน</td>
</tr>
<tr>
<td valign="top"><span><strong>*</strong></span></td>
<td>ถ้าไม่ใช่อายุจรที่ย่างมาถึงดังกล่าวข้างต้นก็สามารถเลือกซื้อสีที่เป็นมงคลได้ตลอด</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<img src="http://www.tangrod.com/?ak_action=api_record_view&id=2374&type=feed" alt="" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.tangrod.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b9%8c-%e0%b8%95/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วิธีการขายรถด้วยตัวเองอย่างถูกต้อง</title>
		<link>http://www.tangrod.com/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%95%e0%b8%b5%e0%b9%89/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%87/</link>
		<comments>http://www.tangrod.com/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%95%e0%b8%b5%e0%b9%89/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%87/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 20 Nov 2008 03:28:35 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[พริตตี้]]></category>
		<category><![CDATA[สาระน่ารู้]]></category>
		<category><![CDATA[ขายรถ]]></category>
		<category><![CDATA[นายหน้า]]></category>
		<category><![CDATA[ประกันภัย]]></category>
		<category><![CDATA[รถยนต]]></category>
		<category><![CDATA[เต๊นท์รถ]]></category>
		<category><![CDATA[โฆษณา]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.tangrod.com/?p=1301</guid>
		<description><![CDATA[ทำไมเวลาจะขายรถยนต์แต่ละคันมันถึงได้ ยากส์เย็นแสนเข็ญขนาดนี้ ทั้งๆ ที่ก็เตรียมไว้ทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว สุดท้าย ก็ต้องไปจบที่เต๊นท์รถ
โดนกดราคา ทางออกอยุ่ที่แล้วค่ะ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<h4><img class="alignnone size-medium wp-image-1314" title="sale-car" src="http://www.tangrod.com/wp-content/uploads/2008/11/sale-car-300x225.jpg" alt="" width="300" height="225" /></h4>
<h4><span style="color: #ff0000;"><strong><em>การขายรถเองด้วยวิธีที่ถูกต้อง</em></strong></span></h4>
<h4><strong><em> </em></strong>เมื่อดิฉันตั้งใจจะขายรถคันเดิม  ดิฉันได้บอกขายกับคนแถวบ้าน  ( ทั้งชายและหญิง )  และเพื่อน ๆ หลายคน  แต่ความผิดพลาดที่ไม่น่าปล่อยให้เกิดขึ้นคือ  ในที่สุดดิฉันกลับเลือกขายรถให้เต็นท์รถแทนที่จะขายให้กับผู้ซื้อโดยตรง  และเนื่องจากทางเต็นท์ต้องขายรถต่อให้คนอื่นอีก  ดังนั้นดิฉันจึงถูกกดราคาต่ำมากจึงเป็นเรื่องที่ดิฉันต้องเน้นกับคุณว่า  ถ้าคุณไม่ต้องการขาดทุนจากการขายรถ  ควรตัดคนกลางออกและใส่เงินจำนวนมากเข้ากระเป๋าตัวเอง  ตามคู่มือในบทนี้</h4>
<h4><span style="color: #ff0000;"><strong><span style="text-decoration: underline;">เงินที่มากขึ้นจากการขายรถด้วยตัวเอง</span></strong></span></h4>
<h4>ถ้ารถของคุณมีราคาขายอยู่ที่  225,000 บาท  โอกาสที่คุณจะช่วยให้พ่อค้าคนกลางได้คือ  170,000  บาท  แต่ถ้าคุณใช้ความอดทนและความพยายามมากขึ้น  คุณจะสามารรถขายรถได้ในราคา  225,000  บาท  หรือมากกว่านั้น  หากขายให้ผู้ซื้อโดยตรง</h4>
<h4><span style="color: #ff0000;"><strong><span style="text-decoration: underline;">การขายรถตัวเองเริ่มจาก</span></strong></span></h4>
<h4>ความประทับใจแรก ! ก่อนลงโฆษณา  คุณควรดูแลรถให้อย่ในสภาพดีสูงสุด  ทำความสะอาดและขัดเงาให้ดีจัดซื้อส่วนที่ขาดหายหรือแตกหักมาเปลี่ยน  วิธีนี้จะทำให้คุณสามารถโชว์รถในสภาพดีที่สุด  ถ้าคุณไม่รู้ว่าควรแก้ไขอย่างไร ?  ควรสอบถามผู้รู้หรือขอคำแนะนำจากร้านค้าที่ไว้ใจได้เพื่อซ่อมหรือเปลี่ยนส่วนต่าง ๆ ที่ชำรุด  ก่อนที่จะมีคนมาขอดูรถ</h4>
<h4><span style="color: #ff0000;"><strong><span style="text-decoration: underline;">การดูแลส่วนต่าง ๆ ของเครื่องยนต์</span></strong></span></h4>
<h4>- หากพบว่ามีน้ำมันหล่อลื่นรั่วให้ซ่อมแซมเสีย</h4>
<h4>- นำรถไปยังอู่เครื่องยนต์</h4>
<h4><span style="color: #ff0000;"><strong><span style="text-decoration: underline;">ทำความสะอาดภายนอก</span></strong></span></h4>
<h4>- แก้ไขรอยบุบและรอยแตก</h4>
<h4>- ตั้งศูนย์ล้อให้ได้ระดับ</h4>
<h4>- ทำความสะอาดภายใน</h4>
<h4>- ตรวจดูกระโปร่งหลัง</h4>
<h4>- การตกแต่งยางจะทำให้รถเกิดความแตกต่างอย่างมาก</h4>
<h4>- การแก้ไขเพื่อให้ทุกอย่างเรียบร้อยขึ้นทั้งหมดนี้จะใช้เวลาเพียงแค่  2-3  ชั่วโมง</h4>
<h4><span style="color: #ff0000;"><strong><span style="text-decoration: underline;">ตกแต่งรอยขูดขีด</span></strong></span></h4>
<h4>- ทำความสะอาดก่อนแว็กซ์</h4>
<h4>- ร้านขายอุปกรณ์เครื่องยนต์จะสามารถทาสีใหม่</h4>
<h4>- ใช้การตกแต่งสีที่ประหยัดที่สุด</h4>
<h4>- หารอยขูดขีด  รอยบุบสลายทั้งหมดเพื่อแก้ไข</h4>
<h4><span style="color: #ff0000;"><strong><span style="text-decoration: underline;">แว็กซ์ภายนอก</span></strong></span></h4>
<h4>- พยายามแว็กซ์ให้ดีที่สุด</h4>
<h4>- ขัดจนเป็นเงา</h4>
<h4><span style="color: #ff0000;"><strong><span style="text-decoration: underline;">ทำความสะอาดภายใน</span></strong></span></h4>
<h4>- ใช้เครื่องดูดฝุ่นใต้ที่นั่ง</h4>
<h4>- ล้างพรม  ทำความสะอาดบริเวณพื้น</h4>
<h4>-        ใช้แปรงสีฟันขจัดสิ่งสกปรกจากรอยกระเทาะและรอยแตกบนแผงปัด  ประตู</h4>
<h4>- ทำความสะอาดที่เขี่ยบุหรี่  และช่องเก็บของ</h4>
<h4>- ใช้ผ้าชาร์มัวร์และยาขัดเงาขัดภายใน</h4>
<h4>- ทำความสะอาดกระจกด้วยหนังสือพิมพ์  ระวังอย่าให้เป็นรอย</h4>
<h4>- ถูเพดาน</h4>
<h4>- ทำความสะอาดตัวถัง</h4>
<h4>- หาข้อตำหนิ  รอยฉีกขาด  รอยขูด  หรือแตก  และแก้ไขให้เรียบร้อย</h4>
<h4><span style="color: #ff0000;"><strong><span style="text-decoration: underline;">แก้ไขส่วนที่ต้องใช้งาน</span></strong></span></h4>
<h4>- เครื่องปรับอากาศ</h4>
<h4>- สายอากาศ</h4>
<h4>- ไฟเบรก</h4>
<h4>- นาฬิกา</h4>
<h4>- ไฟแผงหน้าปัด/เกจ</h4>
<h4>- ประตู/ที่จับประตู</h4>
<h4>- ไฟฉุกเฉิน</h4>
<h4>- ไฟหน้า</h4>
<h4>- แตร</h4>
<h4>- ไฟ  (  รวมทั้งช่องเก็บของและป้ายทะเบียน )</h4>
<h4>- ล็อก</h4>
<h4>- กระจก</h4>
<h4>- วิทยุ</h4>
<h4>- ยางสำรอง</h4>
<h4>- พวงมาลัย</h4>
<h4>- ไฟท้าย</h4>
<h4>- สัญญาณเลี้ยว</h4>
<h4><span style="color: #ff0000;"><strong><span style="text-decoration: underline;">ตรวจสอบส่วนต่าง ๆ ของเครื่องยนต์</span></strong></span></h4>
<h4>- แก้ไขส่วนที่สึกหรอ</h4>
<h4>- เช็กท่อน้ำ</h4>
<h4>- เช็กสายพาน</h4>
<h4>- เช็กของไหลในอ่างเก็บของไหล</h4>
<h4><span style="color: #ff0000;"><strong><span style="text-decoration: underline;">ตรวจและเปลี่ยนของไหล</span></strong></span></h4>
<h4>- ตรวจน้ำมันหล่อลื่นและไส้กรอง</h4>
<h4>- ตรวจของไหลเกียร์อัตโนมัติ</h4>
<h4>- เปลี่ยนคูแล็นท์</h4>
<h4><span style="color: #ff0000;"><strong><span style="text-decoration: underline;">อย่าลืม</span></strong></span></h4>
<h4>- แก้ไขหากมีเสียงผิดปกติเกิดขึ้น</h4>
<h4>- เติมน้ำมันหล่อลื่น  ประตู  ฝากระโปรงรถ  และบานพับตัวถัง</h4>
<h4><span style="color: #ff0000;"><span style="text-decoration: underline;">คุณมีเอกสารเรียบร้อยหรือไม่ ?</span></span></h4>
<h4>- คู่มือรถ</h4>
<h4>- บันทึกการบริการ</h4>
<h4>- เอกสารประกัน</h4>
<h4><span style="color: #ff0000;"><span style="text-decoration: underline;">การซ่อม</span></span></h4>
<h4>ถ้าคุณไม่ต้องการเสียค่าใช้จ่ายในการซ่อมใหญ่  ควรตอบคำถามผู้ซื้อตามตรงในส่วนที่สึกหรอ  เพราะส่วนใหญ่ผู้ซื้อมักมีช่างเครื่องมาตรวจสอบด้วย</h4>
<h4><span style="color: #ff0000;"><span style="text-decoration: underline;">การโฆษณา</span></span></h4>
<h4>ขั้นแรก  ราคาที่ถูก</h4>
<h4>- ราคาที่คุณต้องการควรเป็นราคาที่ยังไม่ได้บวกดอกเบี้ยจากการกู้ยืม</h4>
<h4>- ควรเผื่อราคา  10-15  เปอเซ็นต์สำหรับการต่อรองได้</h4>
<h4>- ผู้ซื้อรถใช้แล้วมักคาดหวังว่า  จะสามารถเจรจาต่อรองได้</h4>
<h4>- ผู้ซื้อรถใช้แล้วจำนวนมากคุ้นเคยกับราคาตามหนังสือรถ</h4>
<h4><span style="color: #ff0000;"><span style="text-decoration: underline;">แหล่งโฆษณา</span></span></h4>
<h4>- หนังสือพิมพ์</h4>
<h4>- หนังสือรถ</h4>
<h4>- นิตยสารซื้อขาย</h4>
<h4>-เขียนป้ายชื่อ  และเบอร์โทรศัพท์ติดไว้ที่รถ</h4>
<h4><span style="color: #ff0000;"><span style="text-decoration: underline;">สิ่งที่คุณควรบอกในโฆษณา</span></span></h4>
<h4>- แบบ /  รุ่น</h4>
<h4>- ปี</h4>
<h4>- กิโลเมตรทที่ใช้  (  ถ้าไม่มากนัก )</h4>
<h4>- ลักษณะสำคัญ &#8211; ความแข็งแรง  สี  และรายละเอียด  ที่น่าสนใจ</h4>
<h4>- ราคา  (  บวกเพิ่ม  10-15  เปอร์เซ็นท์ของราคาที่คุณต้องการ )</h4>
<h4>- เบอร์โทรศัพท์  และเวลาที่สามารถติดต่อคุณได้</h4>
<h4><span style="color: #ff0000;"><span style="text-decoration: underline;">แนวทาง</span></span></h4>
<h4>- ดูหนังสือเพื่อเป็นตัวอย่าง</h4>
<h4>- ศึกษาหาข้อแตกต่างของรถ  เพื่อดึงดูดความสนใจคนซื้อ</h4>
<h4>- คนที่น่าสนใจย่อมติดต่อหาคุณตามเบอร์โทรศัพท์ที่ลงไว้ในโฆษณาเพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติม</h4>
<h4>- ตอบทั้งหมดด้วยความซื่อสัตย์</h4>
<h4>- แนะนำผู้ซื้อถึงทางที่จะมายังบ้านคุณ  หรือสถานที่นัดโดยละเอียด  และนัดเวลาที่แน่นอน</h4>
<h4><span style="color: #ff0000;"><span style="text-decoration: underline;">โชว์รถของคุณ</span></span></h4>
<h4>- อย่าร้อนใจถ้าไม่มีคนมาขอดูรถคุณทันที  ให้อดทนรอ</h4>
<h4>- หาสถานที่นัด  ซึ่งคุณจะพบผู้ซื้อได้สะดวก</h4>
<h4>- พาเพื่อนไปด้วย</h4>
<h4>- คุณทั้งคู่ย่อมจำเป็นต้องขับรถทดสอบก่อนแน่นอน</h4>
<h4>- บอกถึงลักษณะพิเศษ</h4>
<h4>- สร้างความรู้สึกที่ดีเกี่ยวกับรถของคุณ  เช่น  &#8221; เป็นรถที่ดีคันหนึ่งเลยนะค่ะ  สะดวกสบาย  ฉันรักและวางใจมันมาก &#8220;</h4>
<h4>- พวกเขาย่อมมีช่างเครื่องมาตรวจเช็กด้วย</h4>
<h4><span style="color: #ff0000;"><span style="text-decoration: underline;">การเจรจาต่อรองอย่างง่าย ๆ</span></span></h4>
<h4>หลังจากได้ทดลองขับแล้ว  ถ้าผู้ซื้อสนใจพวกเขาจะเริ่มยอมรับ  หรือต่อรองราคาที่คุณสามารถลดให้ได้   ถ้าผู้ซื้อชอบ  คุณสามารถลดราคาลงได้เล็กน้อย โดยไม่ต้องเป็นราคาขาดตัวที่คุณกำหนดไว้    ถ้าผู้ซื้อถามคุณถึงราคาต่ำที่สุดที่คุณสามารถลดได้บอกราคากลับไป  ถ้าได้ราคาที่พอใจก็ไม่มีเหตุผลที่คุณต้องขับรถกลับบ้านเสียเที่ยว</h4>
<h4><span style="color: #ff0000;"><span style="text-decoration: underline;">เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว</span></span><span style="text-decoration: underline;"><span style="color: #ff0000;"><strong>ป้องกันตัวเอง</strong></span></span></h4>
<h4>- ถ้าพวกเขาไม่มีเงินสดจ่าย  ให้ขอเงินมัดจำ  10-30  เปอร์เซ็นต์  โดยคุณต้องการมีสัญญาหรือใบเสร็จให้เขาซึ่งเมื่อถึงเวลาชำระเงินหากเขาผิดนัดคุณสามารถยึดเงินก้อนนั้นได้</h4>
<h4>- ระวังอย่าให้เกิดอุบัติเหตุจนกระทั่งส่งมอบรถ</h4>
<h4>- เขียนใบรับเงิน  ลงชื่อทั้งคุณและผู้ซื้อ</h4>
<h4>- อย่าให้ใบเสร็จแก่ผู้ซื้อจนกระทั่งได้เงินครบ</h4>
<h4><span style="color: #ff0000;"><span style="text-decoration: underline;">ใบเสร็จ /  ใบสัญญาประกอบด้วย</span></span></h4>
<h4>- ชื่อ  ที่อยู่ของผู้ขายและผู้ซื้อ</h4>
<h4>-        ประวัติรถ  แบบ  รุ่น  ปี  และอื่น ๆ</h4>
<h4>- ทะเบียนรถ</h4>
<h4>- ราคาซื้อขาย</h4>
<h4>- วันที่</h4>
<h4>- สภาพในขณะที่ขาย</h4>
<h4>- ลายเซ็นทั้งคู่</h4>
<h4>- ก๊อบปี้ให้ผู้ซื้อ  และคุณเก็บต้นฉบับไว้</h4>
<h4>ทั้งหมดนี้คงเป็นแนวทางเพียงพอที่จะทำให้คุณเป็นผู้หญิงที่ฉลาดกับรถได้ไม่ยาก  และหวังใจอย่างยิ่งว่านอกจากคุณจะเป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่ฉลาดกับรถแล้ว  คุณยังเป็นผู้หญิงที่ฉลาดกับการรักษามลภาวะรอบตัวคุณด้วยขอบคุณค่ะ</h4>
<img src="http://www.tangrod.com/?ak_action=api_record_view&id=1301&type=feed" alt="" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.tangrod.com/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%95%e0%b8%b5%e0%b9%89/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%87/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>OVER DRIVE มีประโยชน์อย่างไร แล้วจะใช้ตอนไหนถึงจะดี</title>
		<link>http://www.tangrod.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89/over-drive-%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%82%e0%b8%a2%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b9%8c%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%a3-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b9%89/</link>
		<comments>http://www.tangrod.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89/over-drive-%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%82%e0%b8%a2%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b9%8c%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%a3-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b9%89/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 19 Nov 2008 01:55:51 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[สาระน่ารู้]]></category>
		<category><![CDATA[OVER DRIVE]]></category>
		<category><![CDATA[เกียร์]]></category>
		<category><![CDATA[โอเวอร์ไดรว์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.tangrod.com/?p=1165</guid>
		<description><![CDATA[ความหมายจริง ๆ ของคำว่า ?Overdrive Ratio? คือ .อัตราทดเฟืองเกียร์ที่ทำให้เพลากลางหมุน ได้เร็วกว่าเพลาขับตัวเมนของเกียร์? จึงช่วยให้ใช้รองเครื่องต่ำลงและรถวิ่งเร็วขึ้น]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignnone size-medium wp-image-1166" title="gear" src="http://www.tangrod.com/wp-content/uploads/2008/11/gear.jpg" alt="" /></p>
<p>ความหมายจริง ๆ ของคำว่า &#8220;Overdrive Ratio&#8221; คือ .อัตราทดเฟืองเกียร์ที่ทำให้เพลากลางหมุนได้เร็วกว่าเพลาขับตัวเมนของเกียร์&#8221; จึงช่วยให้ใช้รองเครื่องต่ำลงและรถวิ่งเร็วขึ้น ซึ่งตามความหมายนี้ก็พอจะถือได้ว่า พวกเฟืองเกียร์ที่มีอัตราทดต่ำกว่า 1 นั้นเป็นเกียร์ Overdrive ส่วนผลงานของมันจะเป็นอย่างไร ได้ผลมากน้อยขนาดไหน ก็จะต้องขึ้นอยู่กับกำลังเครื่อง อัตราทดเฟืองท้ายเส้นรอบวงยาง น้ำหนักและรูปทรงของรถประกอบกัน</p>
<p>จุดประสงค์หลักของการใช้งานเกียร์โอเวอร์ไดรว์ คือ ช่วยลดรอบเครื่องยนต์ให้ทำงานน้อยลงกว่าเกียร์อัตราทดปกติเมื่อขับเคลื่อนด้วยความเร็วที่เท่ากัน เพื่อเป็นการลดความสึกหรอและมีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงน้อยลงอย่างเช่น ในเกียร์ 4 ที่มีอัตราทดเกียร์ 1.000 เมื่อวิ่งด้วยความเร็ว 100 กม./ชม. จะใช้รอบเครื่อง 3,400 รอบต่อนาที แต่พอใช้เกียร์ 5 ที่มีอัตราทดเพียง 0.850 ที่ความเร็ว 100 กม./ชม. เท่ากัน ก็อาจจะใช้รอบเครื่องรถยนต์เพียงแค่ 2,800 รอบต่อนาที ย่อมมีการสึกหรอและสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงน้อยกว่าเครื่องยนต์ที่ทำงาน 3,400 รอบต่อนาทีแต่นั้นหมายถึงว่าเราจะต้องวิ่งด้วยความเร็วคงที่เพราะถ้ามีการเร่งแซงและเปลี่ยนแปลงความเร็วบ่อย ๆ ก็ไม่แน่เหมือนกันว่าเกียร์ 5 หรือ เกียร์โอเวอร์ไดรว์นี้จะสร้างความประหยัดให้เสมอไป เนื่องจากเกียร์ 5 จะมีอัตราเร่งน้อยกว่าเกียร์ 4 ดังนั้นเมื่อมีการ การเร่งแซงคนขับจึงต้องกดคันเร่งลึกกว่าและนานกว่าเพื่อเรียกแรงม้าแรงบิดออกมาใช้งาน เหมือนกับตอนออกรถซึ่งถ้าออกด้วยเกียร์ 1 กดคันเร่งเบา ๆ ก็ออกตัวไปได้แล้ว แต่ถ้าเปลี่ยนมาออกตัวด้วยเกียร์ 3 ก็จะต้องกดคันเร่งลึกกว่าเดิมเกียร์ 3 ซึ่งมีอัตราทดต่ำกว่าเกียร์ 1 ในความเร็วเท่ากันก็ใช้รอบเครื่องน้อยกว่า แต่การออกรถด้วยเกียร์ 3 มันไม่ได้ลดการสึกหรอและให้ความประหยัด เหมือกับการออกรถด้วยเกียร์ 1 เลย</p>
<p>ด้วยเหตุนี้หากคิดจะใช้เกียร์ Over drive ให้ได้ประโยชน์จริง ๆ ก็จะต้องใช้ให้เป็น และใช้ให้ถูกวิธีด้วย</p>
<img src="http://www.tangrod.com/?ak_action=api_record_view&id=1165&type=feed" alt="" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.tangrod.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89/over-drive-%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%82%e0%b8%a2%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b9%8c%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%a3-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b9%89/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เลือกหัวเทียนอย่างไร? ถึงจะเข้ากับรถคุณ!!</title>
		<link>http://www.tangrod.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89/%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%ab%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%a3-%e0%b8%96%e0%b8%b6/</link>
		<comments>http://www.tangrod.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89/%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%ab%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%a3-%e0%b8%96%e0%b8%b6/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 16 Nov 2008 01:31:44 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[สาระน่ารู้]]></category>
		<category><![CDATA[หัวเทียน]]></category>
		<category><![CDATA[หัวเทียนร้อน]]></category>
		<category><![CDATA[หัวเทียนเย็น]]></category>
		<category><![CDATA[เขี้ยวหัวเทียน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.tangrod.com/?p=786</guid>
		<description><![CDATA[









เลือกหัวเทียนอย่างไร? ถึงจะเข้ากับรถคุณ!!
 เริ่มแรกขอเริ่มที่เบอร์หัวเทียนกันก่อนนะครับ          หัวเทียนในแต่ละยี่ห้อนั้น มันบอกเบอร์ไม่ได้ (เพราะมันไม่มีปาก!) ตัวเลขแต่ละแบรนด์ก็ไม่เหมือนกัน          ถ้าจะเทียบกันจริง ๆ คงต้องใช้ตารางเทียบว่าแบรนด์นี้ เบอร์นี้ ตรงกับรุ่นอะไร      ...]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<table style="height: 8px;" border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="525" align="center">
<tbody>
<tr>
<td colspan="2" height="20"></td>
</tr>
<tr>
<td colspan="2" height="25"><span style="font-family: MS Sans Serif,Microsoft Sans Serif; color: #000000; font-size: xx-small;"></p>
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="623" align="center">
<tbody>
<tr>
<td><span style="font-family: Tahoma; font-size: medium;"><strong><span style="color: #ff6633;">เลือกหัวเทียนอย่างไร?</span><span style="color: #666666;"> ถึงจะเข้ากับรถคุณ!!</span></strong></span><span style="font-family: MS Sans Serif,Microsoft Sans Serif; font-size: x-small;"></p>
<p></span><img class="alignnone size-medium wp-image-787" title="e0b8abe0b8b1e0b8a7e0b980e0b897e0b8b5e0b8a2e0b899" src="http://www.tangrod.com/wp-content/uploads/2008/11/e0b8abe0b8b1e0b8a7e0b980e0b897e0b8b5e0b8a2e0b899.jpg" alt="" width="250" height="184" /><span style="font-family: MS Sans Serif,Microsoft Sans Serif; font-size: x-small;"><span style="font-family: Tahoma; color: #666666;"> เริ่มแรกขอเริ่มที่เบอร์หัวเทียนกันก่อนนะครับ          หัวเทียนในแต่ละยี่ห้อนั้น มันบอกเบอร์ไม่ได้ (เพราะมันไม่มีปาก!) ตัวเลขแต่ละแบรนด์ก็ไม่เหมือนกัน          ถ้าจะเทียบกันจริง ๆ คงต้องใช้ตารางเทียบว่าแบรนด์นี้ เบอร์นี้ ตรงกับรุ่นอะไร          ถึงจะชัวร์ และอย่างที่ใช้กันประจำ ๆ พูดกันติดปากก็ไม่พ้น <strong>&#8220;NGK&#8221;</strong> หัวเทียนทั่ว ๆ ไปที่เรียกว่า หัวเทียนร้อน จะเป็นเบอร์ต่ำเสมอ ส่วนหัวเทียนเย็นจะเป็นเบอร์สูง          ว่าแต่&#8230;.ร้อนกับเย็นมันต่างกันยังไง เดี๋ยวจะอภิปรายให้ฟัง</span></p>
<p><span style="color: #cc0000;"><strong><span style="font-family: Tahoma;">หัวเทียนร้อน</span></strong></span></p>
<p>&#8220;หัวเทียนร้อนเนี่ย&#8230;.ตัวมันเองจะระบายความร้อนออกได้ช้า&#8221;          เมื่อเราใช้งานจริง ในห้องเผาไหม้มันมีความร้อนจากการจุดระเบิด เมื่อหัวเทียนรับความร้อนนั้นมา          จะส่งผลให้เกิดความร้อนสะสมที่หัวเทียนอยู่อย่างนั้น</p>
<p></span></p>
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="200" align="right">
<tbody>
<tr>
<td><img src="http://www.grandprixgroup.com/new/magazine/xoauto/117/knowledge/2.jpg" alt="" width="200" height="200" /></td>
</tr>
<tr>
<td><img src="http://www.grandprixgroup.com/new/magazine/xoauto/117/knowledge/4.jpg" alt="" width="200" height="150" /></td>
</tr>
<tr>
<td><img src="http://www.grandprixgroup.com/new/magazine/xoauto/117/knowledge/3.jpg" alt="" width="200" height="592" /></td>
</tr>
<tr>
<td><img src="http://www.grandprixgroup.com/new/magazine/xoauto/117/knowledge/8.jpg" alt="" width="200" height="175" /></td>
</tr>
<tr>
<td><img src="http://www.grandprixgroup.com/new/magazine/xoauto/117/knowledge/6.jpg" alt="" width="200" height="163" /></td>
</tr>
<tr>
<td><img src="http://www.grandprixgroup.com/new/magazine/xoauto/117/knowledge/5.jpg" alt="" width="200" height="369" /></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><span style="font-family: MS Sans Serif,Microsoft Sans Serif; font-size: x-small;"><span style="color: #cc0000;"><strong><span style="font-family: Tahoma;">หัวเทียนเย็น</span></strong></span></span></p>
<p>&#8220;หัวเทียนเย็นก็คือ&#8230;ตัวมันสามารถถ่ายเทความร้อนออกไปได้เร็วกว่าหัวเทียนร้อน&#8221;          แต่ใช่ว่าจะมันจะหายร้อนเลยนะ อย่างนั้นไม่ใช่ จริง ๆ แล้ว หัวเทียนจะมีความร้อนสะสมอยู่ระดับนึงเพื่อให้แห้งตลอดเวลา          เป็นทั้งหัวเทียนร้อนและหัวเทียนเย็น เพียงแต่ว่าหัวเทียนเย็นจะถ่ายเทความร้อนได้เร็วกว่าเท่านั้นเอง</p>
<p>มันก็เหมือนกับเหล็กเผาไฟนั่นแหละ เมื่อโดนน้ำมันก็จะดัง          &#8220;ฟู่&#8221; ควันฉุยแล้วก็หายไป แต่เหล็กนั้นก็ยังร้อนอยู่เหมือนเดิม          ซึ่งเงื่อนไขมันเป็นอย่างนี้นะ &#8220;ไอดี&#8221; มันเป็น &#8220;ความชื้น&#8221;          เมื่อความชื้นพ่นมาโดนอะไรสักอย่าง มันก็จะทำให้ของชิ้นนั้นเปียก ดังนั้นถ้าเราเปรียบของชิ้นนั้นเป็นหัวเทียน          ถ้ามันเปียก ก็จะส่งผลให้ &#8220;หัวเทียนบอด&#8221;</p>
<p>ผมลองยกตัวอย่างให้ดูนะ รถที่วิ่งใช้งานในเมืองทุกวัน          วิ่งช้าตลอดเวลา คลานกระดึ๊บๆไปเรื่อย &#8220;ชิว ชิว&#8221; รถจำพวกนี้อุณหภูมิในห้องเผาไหม้จะต่ำมากเลย          ซึ่งถ้าในสถานการณ์นี้ควรเลือกใช้ &#8220;หัวเทียนร้อน&#8221; เพราะว่าเราต้องการระบายความร้อนช้าๆ          เพื่อเก็บความร้อนสะสมไว้ ไม่ให้ &#8220;หัวเทียนบอด..!&#8221; ไงจ๊ะ</p>
<p>กลับกัน ถ้าเป็นรถที่ใช้ความเร็วสูงมาก ๆ          ถ้าเราใช้หัวเทียนร้อน มันจะทำให้ระบายความร้อนไม่ทัน อาจสร้างความ &#8220;ชิ&#8230;หาย&#8221;          ได้ ต่าง ๆ นานา เช่น หัวเทียนละลาย กระเบื้องแตก และ เกิดอาการชิงจุด ก็เป็นได้          &#8220;คือว่าหัวเทียนมันร้อนเกินไป มันก็เหมือนโละหะเผาไฟร้อนแดง เมื่อมีไอดีเข้ามา          มันเป็นเชื้อเพลิงพร้อมที่จะจุดระเบิด พอมากระทบตัวหัวเทียนปุ๊บ ซึ่งมันยังไม่ทันถึงจังหวะจุดระเบิด          มันก็จุดระเบิดทันทีจากความร้อนสะสมของหัวเทียน&#8221; ซึ่งรถที่ใช้ความเร็วตลอดควรเลือกใช้          &#8220;หัวเทียนเย็น&#8221; เพื่อการระบายความร้อนจะดีกว่า</p>
<p>แต่ว่า&#8230;มันก็ต้องขึ้นอยู่กับการใช้งานให้ถูกประเภท          (เฉพาะกิจ) ด้วย อย่าง รถแต่งเครื่องซิ่งสุดประเทศ..! มันจะมีความร้อนสูงมากกว่าเครื่องยนต์สแตนดาร์ดทั่ว          ๆ ไป และส่วนมากมักเป็นเครื่องยนต์ที่มีระบบอัดอากาศ (TURBO) ซึ่งเครื่องยนต์ประเภทนี้เป็นเครื่อง          &#8220;Over Lap&#8221; มาก จุดระเบิดไม่ค่อยดีในรอบต่ำ หัวเทียนที่ใช้จึงเป็นหัวเทียนเย็นเสมอ</p>
<p>แต่ถ้าเรานำเครื่องซิ่งวิ่งผิดที่ (ในเมือง)          อันนี้ก็ต้องจบข่าว &#8220;ผิดแผน&#8221; กันไป เพราะเครื่องประเภทนี้มันต้อง          &#8220;เหนี่ยว&#8221; อย่างเดียว แต่ถ้ามาวิ่งผิดที่ รับรองวิ่งไม่ได้เลย          เพราะเครื่องซิ่งเหล่านี้ ส่วนมากรอบต่ำมันวิ่ง &#8220;สับปะรดหมาไม่แด&#8230;กอยู่แล้ว&#8221;          ยิ่งเจอรถติดในเมืองอีก รับรองแม่เจ้า&#8230;.ไม่รอด &#8220;บอดสนิท&#8221; ทุกราย          ซึ่งถ้าจะมาใช้ในเมืองจริง ๆ คงต้องเปลี่ยนเป็นหัวเทียนร้อนแทน แต่ถ้าดันทุรังมีหวัง          &#8220;หลับ&#8221; ทุกราย</p>
<p><strong><span style="font-family: Tahoma; color: #cc0000;">RECYCLE สนองนโยบายรัฐ</span></strong></p>
<p>หัวเทียนที่บอดส่วนมากก็จะลงถัง แต่จริง ๆ          แล้ว หัวเทียนเหล่านั้นยังใช้งานได้อยู่ เพราะที่หัวเทียนบอดมันเกิดจาก &#8220;คราบเขม่า&#8221;          วิธี &#8220;Recycle&#8221; ไล่ตั้งแต่ &#8220;ฌาปนกิจยันล้างส้วม!&#8221; แล้วแต่สะดวกตามกำลังศรัทธา          คือ ใช้ไฟลน ก็สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ แต่ใช้ไฟร้อนมากนะ เปลวเพลิงสีเขียว          ๆ ฟ้า ๆ นั่นน่ะดี (แต่ก็ระวังด้วยนะ&#8230;.ร้อนมากไปเดี๋ยวจะโพละ..! เสียก่อน)          หรือไม่ก็ใช้วิธีล้างด้วยเบนซิน แล้วใช้แปรงสีฟันขัดให้สะอาด ใส่แล้วพอวิ่งได้          แล้วนำไปใส่รถสแตนดาร์ด ลองออกไป &#8220;เหนี่ยว&#8221; สัก 1-2 รอบ กลับมาแล้วอย่าปล่อยเดินเบานะ          ดับเครื่องแล้วถอดมาดูรับรอง &#8220;เนื้อตัวดี&#8221; ขาวนวลชวนสยิวเลย จุ๊กกรู          จุ๊กกรู&#8230; (อ๋อ&#8230;มันร้อนนะระวังด้วย) ตบท้ายด้วยวิธี &#8220;นังแจ๋ว&#8221;          กับ &#8220;วิกซอล&#8221; คู่ชีพ เพียงจุ่มแค่ปลาย ก็โอ&#8230;แล้ว เตือนอย่างนึงนะ          อย่างทะลึ่งใช้ &#8220;กระดาษทราย&#8221; หรือ &#8220;ปั่นลวดบนเครื่องเจียร์&#8221;          นะครับ &#8220;เสียของ&#8221; และก็ &#8220;ของเสีย&#8221; ด้วยครับ</p>
<p>ทีนี้เรามาสังเกตหัวเทียนที่บอดกันดีกว่า          ปกติแล้วไฟมันจะโดดจากแกนหัวเทียนไปหาเขี้ยวหัวเทียน แต่พวกหัวเทียนที่บอด          มันจะไม่เป็นอย่างนั้นนะดิ มันจะโดดออกข้างๆ ไม่ไปหาเขี้ยวหัวเทียน ซึ่งมันก็สั่งจุดระเบิดไม่ได้          อาการแบบนี้ทำความสะอาดก็หายแล้ว .</p>
<p>ระบบ&#8221;ไฟฟ้า&#8221; มันก็เหมือน &#8220;น้ำ&#8221;          นั่นแหละครับ มันจะไหลไปตามจุดต่าง ๆ ที่มันไหลง่าย ดังนั้นเมื่อหัวเทียนบอด          สกปรกจากคราบเขม่า แทนที่ไฟจะโดดจากแกนหัวเทียนไปหาเขี้ยวหัวเทียน แต่เขี้ยวมันมีเขม่าจับอยู่          มันก็โดดออกข้าง ๆ ไปตามที่มันสะดวก ไปตามที่ชอบ ที่ชอบ</p>
<p><strong><span style="font-family: Tahoma; color: #cc0000;">วิวัฒนาการแกนหัวเทียน</span></strong></p>
<p>ในปีลึก ๆ ที่ผ่านมา แกนหัวเทียนจะมีขนาดที่ค่อนข้างใหญ่          ถ้าเป็นพวก &#8220;แพลทตินัม&#8221; ก็จะมีลักษณะสามเหลี่ยมคล้ายยอด &#8220;พีระมิด&#8221;          (ซึ่งต่างจาก &#8220;พีระพงศ์&#8221; ที่เป็นทรงกลม ๆ) ซึ่งแกนเนี่ยสำคัญ มันเป็นตัวปล่อยให้กระแสไฟไหลผ่าน          ยิ่งปลายยอดแกนยิ่งเล็กก็ยิ่งดี ซึ่งมันมีที่มาที่ไปคือ ในห้องเผาไหม้มันมีกำลังอัดสูง          ไฟฟ้ามันจะโดดยากบนเงื่อนไขที่มีแรงดันสูง</p>
<p>แต่ที่เราเห็นตามร้านประดับยนต์ทั่วไป กับชุด          &#8220;Display&#8221; ที่โชว์กระแสไฟแรงๆ นั่นน่ะ ซึ่งถ้ามันอยู่บนเงื่อนไขสถานการณ์จริงๆในห้องเผาไหม้แล้ว          มันแทบจะไม่ยิงให้เห็นเลย ยิ่งเครื่องบูสต์หนักๆ นั้น แทบจะไม่ออกเลย</p>
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="350" align="center">
<tbody>
<tr>
<td><img src="http://www.grandprixgroup.com/new/magazine/xoauto/117/knowledge/7.jpg" alt="" width="350" height="200" /></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><span style="font-family: MS Sans Serif,Microsoft Sans Serif; font-size: x-small;"> ดังนั้นหัวเทียนรุ่นใหม่          ๆ ผู้ผลิตจึงเน้นผลิตแกนให้เล็กลง เพื่อให้กระแสไฟมาไหลมาอยู่ที่ปลายแกนแบบเข้ม          ๆ แล้วค่อยยิงออกไป ซึ่งถ้าเทียบกับสมัยก่อนที่เป็นแกนเบ้อเริ่ม ก็เพราะว่าโลหะสมัยก่อนมันยังพัฒนาไม่เต็มที่เหมือนปัจจุบัน          ถ้าทำแกนหัวเทียนออกมาเล็ก ๆ แล้ว ส่วนมากมักทนความร้อนไม่ไหว ก็จะละลายในที่สุด</span></p>
<p>ยุคปัจจุบันคำว่า &#8220;แพลทตินัม&#8221; เริ่มบางหูลง          เพราะอิทธิพลของ &#8220;อิริเดียม&#8221; เข้ามายืนแป้นแทน เนื่องจากจุดหลอมเหลวหรือจุดสึกหรอจาการสปาร์คมันแทบจะไม่มี          ดังนั้น &#8220;อิริเดียม&#8221; มันจึงเป็นที่นิยมมากในปัจจุบัน</p>
<p><span style="font-family: Tahoma; color: #cc0000;"><strong>เขี้ยวหัวเทียน</strong></span></p>
<p>ก็ว่ากันเรื่องแกนกันไปแล้ว แถมเรื่องของเขี้ยวหัวเทียนกันต่อเลย          เขี้ยวหัวเทียนมันก็จะมีขนาดใหญ่ๆ เป็นตัว U บ้าง ตัว V บ้าง สารพัดเลย และบางรุ่นก็ใจปล้ำคือ          &#8220;ไม่มีเขี้ยว..!!&#8221; แต่สุดท้ายเนี่ยก็คือ &#8220;ยิ่งเขี้ยวใหญ่ก็ยิ่งขวางทาง&#8221;          อันนี้เป็นทริคเล็กๆนะ ขณะที่เราขันหัวเทียน ควรให้ฝั่งที่เป็นขาของเขี้ยวหันไปด้านฝั่งไอเสีย          ส่วนด้านฝั่งที่เปิดอยู่ก็หันไปหาไอดีเสมอ ซึ่งจุดนี้มันสร้าง &#8220;เพาเวอร์&#8221;          ให้กับรถอีกนิดหน่อยเลยล่ะ สาเหตุมาจาก มวลไอดีมันจะเข้มมากในห้องเผาไหม้ทางฝั่งไอดี          พอหัวเทียนสั่งจุดระเบิด มันจะจุดฝั่งที่มีไอดีเข้มและขยายตัวไปจนเต็มห้องเผาไหม้          มันจะเป็นการเผาไหม้ที่สมบูรณ์กว่า</p>
<p><span style="color: #cc0000;"><strong><span style="font-family: Tahoma;">อายุการใช้งาน</span></strong></span></p>
<p><span style="font-family: MS Sans Serif,Microsoft Sans Serif; font-size: x-small;"> สำหรับอายุการใช้งานมันไม่ตายตัว          ส่วนมากมันไม่ค่อยสึก เว้นแต่พวก &#8220;ไฟแรงทรงเครื่อง&#8221; นั่นแหละ ใส่ออปชั่นเสริม          MSD ประมาณนี้ ก็อาจจะมีสึกบ้าง ซึ่งถ้าจะให้ชัวร์จริง ๆ ก็ควรตรวจสอบทุกๆ          10,000 กิโลเมตร น่าจะดีกว่า</span></p>
<p><strong><span style="font-family: Tahoma; color: #cc0000;">สายหัวเทียนควรจัดเก็บเป็นที่&#8230;ไม่งั้นเศร้า</span></strong></p>
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="400" align="center">
<tbody>
<tr>
<td><img src="http://www.grandprixgroup.com/new/magazine/xoauto/117/knowledge/9.jpg" alt="" width="400" height="252" /></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><span style="font-family: MS Sans Serif,Microsoft Sans Serif; font-size: x-small;"> สายหัวเทียนกับชุด          CDI หรือพวกหัวฉีดเนี่ย ในรถแข่งก็จะเป็นลักษณะคอยล์แยก สายหัวเทียนมันก็จะพาดผ่านอุปกรณ์ต่างๆ          ซึ่งลักษณะนี้มันสร้าง &#8220;ปาฏิหาริย์&#8221; มาแล้ว คือ &#8220;วิ่งแล้วสะดุด&#8221;          แล้วหาต้นสายไม่เจอสักที</span></p>
<p>ทำมาแล้วทุกอย่างก็ดีหมด แต่ก็ไม่หาย ในที่สุดตรวจเช็คเรื่องของระบบจุดระเบิดอีกครั้งจึงรู้ว่า          สายหัวเทียนซิ่งที่มีค่าความต้านทานต่ำ ๆ จำพวกไฟแรงมาก ๆ มันไปพาดผ่าน CDI          กับ หัวฉีดนะสิ เกิดคลื่นสนามแม่เหล็กรบกวนเพียบทำให้เพี้ยนไปหมด</p>
<p>ดังนั้น เราควรจะให้เป็นระเบียบ อย่าให้มันยุ่ง          เพื่อความสวยงามแล้ว ยังช่วยป้องกันปัญหาอาการแก้ไม่ตกอีกด้วย?</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p></span></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<img src="http://www.tangrod.com/?ak_action=api_record_view&id=786&type=feed" alt="" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.tangrod.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89/%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%ab%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%a3-%e0%b8%96%e0%b8%b6/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ว่าด้วยเรื่องของก๊าซในรถยนต์</title>
		<link>http://www.tangrod.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89/%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b9%8a%e0%b8%b2%e0%b8%8b%e0%b9%83%e0%b8%99/</link>
		<comments>http://www.tangrod.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89/%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b9%8a%e0%b8%b2%e0%b8%8b%e0%b9%83%e0%b8%99/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 15 Nov 2008 09:16:25 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[สาระน่ารู้]]></category>
		<category><![CDATA[A3]]></category>
		<category><![CDATA[B1]]></category>
		<category><![CDATA[CNG]]></category>
		<category><![CDATA[E0]]></category>
		<category><![CDATA[LPG]]></category>
		<category><![CDATA[ติดแก๊ส]]></category>
		<category><![CDATA[รถติดแก๊ส]]></category>
		<category><![CDATA[รถใช้แก๊ส]]></category>
		<category><![CDATA[แก๊ส]]></category>
		<category><![CDATA[แก๊สรถยนต์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.tangrod.com/?p=730</guid>
		<description><![CDATA[ตัวรถเป็นปัจจัยหนึ่งที่จะบ่งบอกถึง ความคุ้มในการเปลี่ยนมาใช้ก๊าซ รถรุ่นใหม่หรืออายุไม่กี่ปี ส่วนใหญ่เครื่องยนต์จะมีสมรรถนะสูง ไม่ว่าจะเป็นเครื่องเบนซินหรือดีเซล ตัวเครื่องยนต์มักจะได้รับการติดตั้ง อุปกรณ์ควบคุมการทำงานอย่างเช่น ระบบจ่ายเชื้อเพลิง]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-family: MS Sans Serif,Microsoft Sans Serif; color: #000000; font-size: xx-small;"> </span></p>
<table border="0" cellspacing="1" cellpadding="0" width="600" align="center">
<tbody>
<tr>
<td><span style="color: #000000;"><strong><span style="font-family: Tahoma; font-size: small;">ตอน&#8230;เมื่อคิดจะติดตั้งระบบก๊าซ<br />
</span></strong></span></p>
<table border="0" cellspacing="1" cellpadding="0" width="500" align="center">
<tbody>
<tr>
<td><img src="http://www.grandprixgroup.com/new/magazine/grandprix/466/Technology_Gas/1.jpg" alt="" width="500" height="353" /></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><span style="font-family: MS Sans Serif,Microsoft Sans Serif; font-size: x-small;"> หลังจากที่ความรู้สึกอดทนกับราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นอย่างไม่หยุดยั้งสิ้นสุดลง          ใจมันบอกกับตัวเองว่า เรารับไม่ได้กับการจ่าย ค่าน้ำมัน เชื้อเพลิงที่แพงจนต้องรัดเข็มขัดกันกิ่ว          เพื่อนำมาจ่ายเป็นค่าน้ำมันรถจนเงินเดือนแทบไม่เหลือไว้ให้คนกิน หรือบางคนอาจจะมีเหตุผล          อย่างอื่นที่ทำให้ต้องตัดสินใจแล้วว่า หัวเด็ดตีนขาดยังไงก็จะต้องเปลี่ยนไปใช้ก๊าซแน่          ๆ ถ้าพร้อมแล้วที่จะเปลี่ยนเชื้อเพลิง จากน้ำมันมา เป็นก๊าซ ก็ตามมาเลยเริ่มต้นคิดจะติดตั้งระบบเชื้อเพลิงเหลว          มาเป็นก๊าซ ต้องเตรียมความพร้อมกันซะก่อน ลองพินิจพิจารณาดูก่อนว่า รถคันที่จะเอาไปติดตั้งระบบเชื้อเพลิงที่ใช้ก๊าซนั้นน่ะ          มันมีความพร้อมที่จะทำอย่างไรบ้าง ลองติดตามเรื่องต่อไปนี้เป็นฉาก ๆ ไปเรื่อย          ๆ แล้วจะรู้ตัวเองว่า รถของท่านพร้อมที่จะติดตั้งก๊าซได้หรือยัง</span></p>
<p><span style="font-family: Tahoma; font-size: x-small;"><strong><span style="color: #339966;">คุ้มหรือเปล่าที่จะติดตั้งระบบก๊าซ          จุดคุ้มทุนด้านค่าใช้จ่าย</span></strong></span><span style="font-family: MS Sans Serif,Microsoft Sans Serif; font-size: x-small;"> </span></p>
<p>ตัวรถเป็นปัจจัยหนึ่งที่จะบ่งบอกถึงความคุ้มในการเปลี่ยนมาใช้ก๊าซ รถรุ่นใหม่หรืออายุไม่กี่ปี ส่วนใหญ่เครื่องยนต์จะมีสมรรถนะสูง ไม่ว่าจะเป็นเครื่องเบนซินหรือดีเซล ตัวเครื่องยนต์มักจะได้รับการติดตั้งอุปกรณ์ควบคุมการทำงานอย่างเช่น ระบบจ่ายเชื้อเพลิง ระบบ จุดระเบิดที่ทำงานอย่างแม่นยำ มีประสิทธิภาพสูง ใช้เชื้อเพลิงน้อย ปล่อยของเหลือที่เป็นพิษปะปน ออกมากับไอเสีย น้อยเป็นทุนเดิม อยู่แล้ว ดังนั้นรถรุ่นใหม่ ๆ เหล่านี้จะมีอัตราการใช้เชื้อเพลิงหรือว่าการกินน้ำมันต่อกิโลเมตรค่อนข้างต่ำ ถ้าเป็นรถขนาดซับคอมแพ็กต์ เครื่องยนต์ไม่เกิน 1,500 ซี.ซี. อาจจะทำระยะทางได้เกิน 15 กิโลเมตร จากการใช้น้ำมันแต่ละลิตร ถ้าลองเอาราคาน้ำมันต่อลิตรมาตั้ง แล้วหารด้วยจำนวนกิโลเมตรที่วิ่งได้?น้ำมันราคาลิตรละ 30 บาท หารด้วยระยะทาง 15 กิโลเมตร ค่าใช้จ่ายก็จะตกอยู่ที่ประมาณ กิโล เมตรละ 2 บาท ถ้ารถของท่าน &#8220;กินน้ำมัน&#8221; ขนาดนี้ละก็ ถ้าไม่รู้สึกเดือดร้อนอะไร ก็อยู่เฉย ๆ น่าจะดีกว่า เก็บเงินสองสาม หมื่นเอาไว้<br />
เติมน้ำมันไปได้อีก 10,000-15,000 กิโลเมตร สภาพตัวรถก็ยังคงเดิม ๆ ดูดีกว่าใส่ถังก๊าซ          ชุดจ่ายเชื้อเพลิงหม้อต้ม เข้าไปพะรุงพะรัง ในห้องเครื่อง แถมยังหนักรถเพิ่มขึ้นมาอีก</p>
<table border="0" cellspacing="1" cellpadding="0" width="500" align="center">
<tbody>
<tr>
<td><a href="http://www.tangrod.com/wp-content/uploads/2008/11/gas-in-car.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-731" title="gas-in-car" src="http://www.tangrod.com/wp-content/uploads/2008/11/gas-in-car-300x180.jpg" alt="" width="300" height="180" /></a></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><span style="font-family: MS Sans Serif,Microsoft Sans Serif; font-size: x-small;"> จริงอยู่          รถขนาดนี้ถ้าเปลี่ยนมาใช้ก๊าซแล้ว จะมีค่าใช้จ่ายต่อกิโลเมตรถูกลงมา อาจจะเหลือประมาณ          1 บาท นั่นหมายความว่า คุณก็จะ ต้องจ่ายค่าก๊าซในระยะทาง 15,000 กิโลเมตร          อีก 15,000 บาท ค่าติดตั้งอุปกรณ์ก๊าซอีกประมาณ 30,000 บาท รวมเป็น 45,000          บาท เอาเงิน 45,000 ไปเติมน้ำมันวิ่งไปได้กี่ปี่ หรือกี่เดือน ก็ลองหารออกมาดู          เฉลี่ยแล้วคุณต้องจ่ายค่าน้ำมันเดือนละ หรือปีละกี่บาท หรือใน ทางกลับกัน          ถ้าคุณคิดว่าใน 1 ปี คุณใช้รถไม่เกิน 5,000 กิโลเมตร อย่างนี้ไม่ต้องคิดมากเลย          เมินเสียเถอะกับชุดติดตั้งก๊าซราคา 30,000 บาท ใช้น้ำมันอย่างเดียวสบายใจกว่าเยอะ</span></p>
<p>แต่ถ้าปีหนึ่งใช้รถเกิน 10,000 กิโลเมตร ก็เป็นเรื่องน่าคิด          สมมติว่าในหนึ่งปีใช้รถ 15,000กิโลเมตร เสียค่าน้ำมันรถ 20,000-30,000 บาท          เทียบบัญญัติไตรยางค์ไปเรื่อย ๆ 2 ปี ก็ 60,000 บาท ถ้า 3 ปี ก็ 90,000 บาท&#8230;ลงทุนติดตั้งชุดก๊าซไปปีแรก          30,000 บาท จ่ายค่า ก๊าซปีละ 15,000 2 ปีเป็น 30,000 3 ปีเป็น 45,000 บาท          4 ปีเป็นค่าก๊าซ 60,000 บาท รวมกับค่าลงทุนติดตั้งก๊าซในครั้งแรกอีก 30,000          จะเท่ากับ 90,000 บาท ซึ่งเท่ากับเติมน้ำมันอย่างเดียวในปีที่ 3</p>
<p>นี่แสดงว่าจุดคุ้มทุนในการติดตั้งระบบก๊าซจะต้องใช้เวลาในการใช้รถปีละ          15,000 กิโลเมตร ถึง 3 ปีเชียวนะ โดยที่ยังมีสมมติฐาน อยู่ว่า ราคาก๊าซและน้ำมันเชื้อเพลิงเบนซินอยู่ที่ลิตรละ          10 และ 30 บาท ตลอดระยะเวลา 3 ปี แต่ถ้าคุณใช้รถเกินกว่าปีละ 30,000 กิโล          เมตร จุดคุ้มทุนในการติดตั้งก๊าซอาจจะลดลงมาต่ำกว่า 2 ปี</p>
<p>หรือลองดูจากตารางข้างล่าง จะเปรียบเทียบให้เห็นชัดว่า          ค่าใช้จ่ายโดยเฉลี่ยต่อระยะทาง 1 กิโลเมตร เมื่อนำมาเทียบกัน ระหว่างการ          ติดตั้งก๊าซกับเติมน้ำมันเบนซินอย่างเดียว อย่างไหนจะคุ้มกว่ากัน แล้วค่อยมาตัดสินใจว่าจะติดตั้งระบบก๊าซหรือไม่          ?</p>
<p>นี่เป็นเพียงยกตัวอย่างเปรียบเทียบระหว่างการใช้น้ำมันกับการติดตั้งระบบก๊าซ          LPG นะเนี่ย ถ้าเป็นการติดตั้ง CNG ค่าใช้จ่ายในการ ติดตั้งจะเปลี่ยนเป็น          5-60,000 บาท แต่จะเสียค่าเชื้อเพลิงน้อยลง สมมติว่าเป็นกิโลเมตรละ 50 สตางค์          โดยเหมารวมเอาว่าราคา CNG จะยังคงตายตัวอยู่ที่กิโลกรัมละ 8.50 บาท!! ใครอยากจะลองหาจุดคุ้มทุนก็ลองแปลงตัวเลขในตารางดูใหม่          ก็จะช่วยในการตัดสินใจ ได้ง่ายขึ้น ว่าจะใช้ก๊าซดีหรือไม่?</p>
<p><span style="font-family: MS Sans Serif,Microsoft Sans Serif; font-size: x-small;"><br />
<span style="color: #33cc99;"><strong><span style="font-family: Tahoma; color: #339966;">จุดคุ้มทุนด้านจิตใจ</span></strong></span></span></p>
<p>เมื่อได้ข้อมูลจากหัวข้อแรก เรื่องใหญ่เกี่ยวกับเงิน          ๆ ทอง ๆ พอที่จะตัดสินใจได้แล้วว่า &#8220;พอไหว&#8221; เรื่องต่อไปที่จะต้องมาดูก็คือ          ทำใจ ได้ไหม ถ้ารถอันเป็นที่รักของคุณจะต้องถูกแปลงสภาพ&#8230;จะต้องมีถังก๊าซลูกเบ้อเริ่มวางอยู่ท้ายรถ          ในห้องเครื่องก็จะมีอุปกรณ์สำหรับ ระบบจ่ายเชื้อเพลิงใส่เพิ่มเข้ามาอีก ในห้องโดยสารก็จะมีสวิตช์ให้เลือกใช้          ว่าจะเอาให้เป็นก๊าซหรือน้ำมัน&#8230;หลาย ๆ เรื่องที่จะเข้ามาเกี่ยว ข้องกับการติดตั้งชุดก๊าซเพิ่มเติม          แล้วไหนจะต้องมาพะวงอีกว่า ติดตั้งก๊าซแล้ว มันจะมีความปลอดภัยแบบไร้กังวล          เครื่องไม่พังก่อน เวลา อันควร จะต้องบำรุงรักษากันอย่างไร เวลาเติมก๊าซเค้าทำกันยังไง          มันเสียว ๆ ชอบกล เพราะรู้สึกว่ามันไวไฟเหลือเกิน บางคนมอง ยาวไป ถึงว่า          ใช้แล้วมันจะทำให้เสียสุขภาพ กลายเป็นคนขี้โรค ตัวเหลืองซีดอย่างที่เค้าเล่ากันรึเปล่า?</p>
<table border="0" cellspacing="1" cellpadding="0" width="500" align="center">
<tbody>
<tr>
<td><img src="http://www.grandprixgroup.com/new/magazine/grandprix/466/Technology_Gas/2.jpg" alt="" width="500" height="300" /></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><span style="font-family: MS Sans Serif,Microsoft Sans Serif; font-size: x-small;"> ความคิดอย่างนี้มันจะต้องเกิดขึ้นกับคุณแน่          ๆ ในเมื่อมันเป็น &#8220;ประสบการณ์ครั้งแรก&#8221; ที่จะได้สัมผัสกับรถใช้ก๊าซในฐานะ          &#8220;ผู้ขับขี่&#8221;<br />
ทั้ง ๆ ที่แต่ไหนแต่ไรมา เราก็อาศัยนั่งรถแท็กซี่ที่ติดตั้งก๊าซกันมานานร่วม          30 ปีกันแล้ว</span></p>
<p>ในการติดตั้งระบบเชื้อเพลิงใช้ก๊าซเพิ่มเข้าไปในรถยนต์          ไม่ว่าจะเป็นก๊าซ LPG หรือว่า CNG ในรถที่ใช้เครื่องยนต์เบนซินทั่ว ๆ ไป          นั่น หลักการพื้นฐานจะไม่ค่อยต่างกันเท่าไร คือเอาถังบรรจุก๊าซซึ่งมีขนาดค่อนข้างใหญ่          ความจุของถังขนาดยอดนิยมก็จะอยู่ประมาณ 50-60 กว่าลิตรในก๊าซ LPG แต่ถ้าเป็น          CNG จะว่ากันเป็นเนื้อก๊าซ 12-15 กิโลกรัม จากถังที่มีความจุประมาณ 70 ลิตร</p>
<p>รูปทรงและขนาดของถังก๊าซทั้ง 2 ชนิด ส่วนใหญ่จะเป็นแบบแคปซูลคล้ายกับเม็ดยา คือเป็นทรงกระบอกยาว ๆ ส่วนตอนหัวท้ายทั้ง สองด้านจะเป็นรูปกลมมน เพื่อการกระจายแรงดันของก๊าซในถังได้ใกล้เคียงกันระหว่างด้านข้างและหัวท้าย เพราะโดยปกติแล้ว รูปทรง ของถังบรรจุของเหลวหรือก๊าซที่มีแรงดันสูง ควรจะเป็นทรงกลมเหมือนลูกบอล แรงดันรอบ ๆ ตัวมันจึงจะเท่ากันทุกด้าน แต่ถ้านำถังที่มี รูปทรงกลม ๆ แบบนั้นมาใส่ไว้ท้ายรถก็คงจะได้ความจุไม่มาก แถมยังเกะกะกินเนื้อที่บรรทุกของท้ายรถมากไปหน่อย จึงมีการเปลี่ยนรูป ทรงของถังให้เหมือนกับยืดลูกบอลกลม ๆ โดยผ่าครึ่ง แล้วยืดออกห่างจากกัน ส่วนตอนกลางที่ถูกยืดออกไป ก็เลยกลายเป็น ลักษณะท่อกลม ที่เรียกว่าแคปซูลนั่นแหละ</p>
<table border="0" cellspacing="1" cellpadding="0" width="500" align="center">
<tbody>
<tr>
<td><img src="http://www.grandprixgroup.com/new/magazine/grandprix/466/Technology_Gas/4.jpg" alt="" width="250" height="167" /></td>
<td><img src="http://www.grandprixgroup.com/new/magazine/grandprix/466/Technology_Gas/3.jpg" alt="" width="250" height="167" /></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><span style="font-family: MS Sans Serif,Microsoft Sans Serif; font-size: x-small;"><br />
เรื่องรูปทรงของถังก๊าซ LPG ขณะที่เราคุ้นเคยกับแบบแคปซูลนี้ ในหลายประเทศทั้งในยุโรปและเอเชีย ได้มีการอนุญาตให้ใช้ถังที่มี รูปทรงที่เรียกว่า Toroidal ที่คล้ายกับขนมโดนัทขนาดใหญ่ ก็เลยมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าถังโดนัท มีหลายขนาด ส่วนใหญ่จะวางลง ในช่องยางอะไหล่ท้ายรถได้พอดี ทำให้ไม่เสียพื้นที่เก็บของท้ายรถ บางรุ่นก็มีขนาดใหญ่ขึ้นไปอีก สำหรับรถที่มีพื้นที่ให้ใส่ถังแบบนี้ได้ แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าบ้านเราไม่อนุญาตให้ใช้ถังแบบนี้ ก็เลยต้องทนใช้ถังแบบแคปซูลกันไปก็แล้วกัน</span></p>
<p>ถังก๊าซ LPG และ CNG จะมีความแตกต่างกันอยู่บ้าง          ซึ่งเป็นไปตามคุณสมบัติของตัวก๊าซที่ใช้บรรจุ ถังก๊าซ LPG จะบรรจุเนื้อก๊าซ          ที่มีสภาพเป็นของเหลว และมีแรงดันต่ำกว่า คือประมาณ 280-350 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว          หรือ 20-25 บาร์ต่อตารางเซนติเมตร ซึ่งใกล้ เคียงกับแรงดันน้ำยาแอร์ในระบบทำความเย็นหรือเครื่องปรับอากาศ          ความหนาของแผ่นเหล็กกล้าที่นำมาใช้ทำถังจึงมีอยู่ประมาณ 2-3 มม. น้ำหนักของถัง          LPG เปล่า ขนาดยอดนิยม 50-60 ลิตร จะอยู่ประมาณ 20-22กิโลกรัม เมื่อเติมก๊าซ          LPG เต็มที่ ระบบวาล์วควบคุม ความปลอดภัยของถังจะถูกกำหนดเอาไว้แค่ 85% ของปริมาตรของถัง          เช่น ถัง 58 ลิต รก็จะเติมก๊าซ LPGเหลวเข้าไปได้เต็มที่เพียง 49.3 ลิตร เป็นต้น</p>
<p>เวลาที่เข้าไปเติมก๊าซLPGที่ปั๊ม ก๊าซLPGที่เติมลงไปในถังจะมีสภาพเป็นของเหลวเหมือนกับน้ำมันเบนซินหรือดีเซลที่อยู่ในถังเช่นกัน ดังนั้นเค้าจึงได้มีการติดตั้งอุปกรณ์วัดระดับก๊าซแบบลูกลอยไว้ในถังเช่นเดียวกับถังน้ำมันรถ ท่อส่งก๊าซ LPG จากถังมายังเครื่องยนต์ก็จะ มีปลายท่อแหย่ลงไปรับเอาเนื้อก๊าซเหลวจากก้นถังอีกด้วย น้ำก๊าซLPGหรือก๊าซเหลวก็จะไหลออกจากถัง ด้วยแรงดันของตัวมันเองโดย<br />
ไม่ต้องมีปั๊มคอยดูดและส่งไปตามท่อเหมือนระบบน้ำมัน และตราบใดที่เครื่องยนต์ทำงาน          วาล์วไฟฟ้าที่ควบคุมการจ่ายก๊าซ จากถังจะเปิด ให้ก๊าซไหลป้อนให้กับเครื่องยนต์อยู่ตลอด          และปิดเมื่อไม่มีกระแสไฟฟ้ามาเลี้ยงวาล์วตัวนี้หรือว่าเครื่องยนต์ดับ เพื่อไม่ให้ก๊าซไหลออกจาก          ถังขณะที่เครื่องยนต์ไม่ทำงาน เป็นระบบความปลอดภัยขั้นพื้นฐานที่ติดมากับระบบจ่ายเชื้อเพลิงก๊าซทั้ง          LPG และ CNG</p>
<p>เนื่องจาก LPG เป็นก๊าซเหลว การจัดวางถังจึงต้องเป็นไปตามแบบที่ได้กำหนดไว้ ซึ่งส่วนใหญ่จะให้วางในแนวนอน เพราะจะต้องมี ลูกลอยวัดระดับ และปลายท่อส่งก๊าซที่จะต้องจุ่มอยู่ในเนื้อก๊าซตรงก้นถังตลอดเวลา อันนี้จะแตกต่างจากถังก๊าซที่ใช้หุงต้มตามบ้าน ที่เรา จะเปิดเอาไอก๊าซจากส่วนบนของถังไปใช้กับเตาหุงต้มได้โดยตรงก็เพียงพอแล้ว แต่ในรถยนต์จะมีอัตราความ สิ้นเปลืองสูงกว่า เตาหุงต้ม อยู่มาก แถมยังจะต้องจ่ายก๊าซให้ทันในยามที่ต้องเร่งเครื่องยนต์ในรอบสูง ๆ ระบบจ่ายก๊าซให้กับเครื่องยนต์จึง ต้องส่ง เนื้อก๊าซเหลว ไป รอไว้ที่อุปกรณ์ควบคุมแรงดัน และพร้อมจะจ่ายก๊าซในสภาพที่เป็นไอให้กับเครื่องยนต์ได้อย่างทันเวลาทันทีที่เครื่องยนต์ต้องการ</p>
<p>ก๊าซ LPG เหลวมีน้ำหนักลิตรละ 0.52 กิโลกรัม          ดังนั้นถ้าเติมก๊าซเข้าไปเต็มถัง ก็จะเท่ากับว่ามีน้ำหนักเพิ่มที่ท้ายรถอีกประมาณ          25 กิโลกรัม บวกกับน้ำหนักถังอีก 20 กว่ากิโล รวมแล้วก็พอ ๆ กับมีผู้โดยสารน้ำหนักตัวไม่เกิน          50 กิโลกรัม เพิ่มเข้ามาอีกคนหนึ่ง</p>
<p>ก๊าซ CNG โดยธรรมชาติจะมีเนื้อก๊าซหรือว่าความหนาแน่นค่อนข้างต่ำ          วิธีที่จะเก็บเนื้อก๊าซให้ได้ปริมาณมาก เพียงพอสำหรับการ ใช้งานให้รถยนต์แล่นได้เป็นร้อย          ๆ กิโลเมตร จึงต้องอาศัยการอัดเข้าไปเก็บไว้ในถังด้วยแรงดันสูง ๆ หรือไม่ก็ต้องใช้วิธีลดอุณหภูมิของ          ถังให้เย็นจัด ๆ ว่ากันเป็นอุณหภูมิที่ติดลบอย่างน้อยก็ 163 องศาเซลเซียส          จึงจะได้เนื้อก๊าซเหลว ซึ่งก็คงจะทำให้ต้นทุนการผลิตที่สูง ลิบลิ่วอีกเช่นกัน          วิธีแรกที่ง่ายที่สุดที่นิยมใช้กันก็คือ แบบใช้วิธีอัดเก็บไว้ในถังด้วยแรงดันสูง          ๆ ดังที่พบเห็นกันทุกวันนี้</p>
<p>ถัง CNG ขนาดความจุประมาณ 70 ลิตร ที่นิยมติดตั้งกับรถเก๋งทั่วไป          เวลาเติมก๊าซเข้าไปเต็มที่ตามปั๊ม CNG ถ้าเข้าไปสังเกตดูใกล้ ๆ ที่ตู้จ่าย          จะเห็นเกจ์วัดแรงดันของปั๊มอยู่ที่ประมาณ 3,200 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว นั่นหมายถึงว่า          แรงดันที่หัวจ่ายอัดก๊าซเข้าไปในถัง CNG ที่ติดอยู่ในรถขณะที่ก๊าซเต็มถังจนมันตัดการจ่าย          ก็จะอยู่ที่ประมาณ 200-220 บาร์ หรือ 2,900-3,200 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว ณ เวลาที่มีก๊าซเต็มถังด้วยแรงดันสูงสุดนี้          จะมีเนื้อก๊าซ CNG อยู่ในถังประมาณ 15 กิโลกรัม ซึ่งจะพารถวิ่งไปได้ 250-300          กิโลเมตร หรือ มากกว่าแล้วแต่สภาพการจราจร ขนาดเครื่องยนต์ พฤติกรรมการขับขี่          หรือแม้กระทั่งคุณภาพของก๊าซก็มีส่วนที่เป็นตัวแปร</p>
<p>เมื่อใช้งานไปเรื่อย ๆ แรงดันในถังก็จะลดน้อยลงตามปริมาณของก๊าซที่เหลืออยู่ในถัง          ดังนั้นการวัดปริมาณของก๊าซในถัง จึงอาศัยวัด จากแรงดันของก๊าซในถังนั่นเอง          ถังเก็บ CNG จึงออกแบบได้ง่าย ๆ ไม่มีอะไรซับซ้อน ไม่ต้องมีลูกลอยวัดระดับในถัง          จะจับถังวาง ในท่า ใด นอน คว่ำ ตะแคง หรือวางในแนวตั้ง ล้วนทำได้ทั้งนั้น          แต่จะต้องแข็งแรงและมีระบบความปลอดภัยที่ดีมาก ๆ จึงจะสมบูรณ์</p>
<p>อย่างที่บอกไว้แล้วว่า แรงดันของถัง CNG จะต้องแข็งแรงทนทานมาก          กับแรงดันที่มหาศาลระดับ 3,000 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว โดย ประมาณ ถ้าจะใช้เหล็กกล้าล้วน          ๆ มาทำเป็นเปลือกของถังCNG ขนาดยอดนิยม 70 ลิตร ก็จะต้องหนาเกือบ ๆ 10 มิลลิเมตร          แน่นอนว่า แค่น้ำหนักถังเปล่าอย่างเดียวก็ปาเข้าไปแล้วร่วม 80 กว่ากิโลกรัม          จึงมีผู้ผลิตถังบางรายหันไปใช้วัสดุชนิดพิเศษ เช่น ถังอะลูมิเนียมหุ้มด้วย          ไฟเบอร์ หรือไม่ก็มีการเสริมเปลือกด้วยใยลวด ทำให้น้ำหนักของถังลดลงมาได้ระดับหนึ่ง          แต่ก็มีต้นทุนการผลิตที่สูง ขึ้นอีกหลาย เท่าตัว เช่นกัน</p>
<p>ด้วยข้อจำกัดของปริมาณของถังที่มีขนาดใหญ่          แต่จุเนื้อก๊าซได้ไม่มากนัก ถ้าจะใส่ถังขนาดใหญ่มาก ๆ ก็จะเสียเนื้อที่ใช้สอยจากห้อง          เก็บของท้ายรถมากเกินไป โรงงานผู้ผลิตรถยนต์บางรายอย่างเช่น เมอร์เซเดส-เบนซ์          หรือวอลโว่ จึงได้ติดตั้งถัง CNG ขนาดเล็ก แต่ หลายใบ เพื่อการกระจายน้ำหนักและซ่อนตัวไปตามซอกมุมต่าง          ๆ เพื่อให้เหลือเนื้อที่ใช้สอยเอาไว้ใกล้เคียงของเดิม ก็นับว่าใช้งานได้ดี<br />
และไม่เสียพื้นที่ใช้สอยจริง ๆ แต่การควบคุมน้ำหนักของถังก็ยังคงทำได้ยาก          อย่างเช่นกรณีของเบนซ์ 200 NGTเครื่องยนต์ 1.8 ลิตร ซึ่งมีถัง CNG จำนวน          4 ถัง น้ำหนักของถังรวมกันประมาณ 150 กิโลกรัม ความจุรวมประมาณ 110 ลิตร          และได้เนื้อก๊าซหนัก18 กิโลกรัม ใช้งานได้ระยะทางเกิน 300 กิโลเมตร ต่อการเติมก๊าซแต่ละครั้ง</p>
<p>การติดตั้งถังก๊าซมาจากโรงงานเป็นความได้เปรียบในหลาย ๆ ประการ อย่างตำแหน่งในการวางถังที่เบนซ์ได้ออกแบบ ให้ถังก๊าซ สามารถเลื่อนหลุดออกนอกตัวรถได้ทางใต้ท้องรถเมื่อเกิดอุบัติเหตุ วาล์วนิรภัยที่หัวถังจะตัดการจ่ายก๊าซในกรณีที่เครื่องยนต์ดับ และวาล์ว แบบหลอมละลาย เพื่อระบายก๊าซออกทิ้งไปเมื่อเกิดไฟไหม้ เป็นต้น</p>
<p>นี่เป็นตัวอย่างส่วนหนึ่งของเรื่องถังก๊าซที่จะมีโอกาสเข้าไปนั่งอยู่ในห้องเก็บของท้ายรถของท่าน          ถ้าท่านได้ตกลงใจ ที่จะติดตั้ง อุปกรณ์ก๊าซ จะเลือกเอาแบบไหน ชอบแบบไหนก็แล้วแต่ความสะดวกและงบประมาณในกระเป๋าของแต่ละคน          ถ้าจะเอาแบบสำเร็จรูปมา จากโรงงานก็ย่อมได้ ในราคาที่ได้ส่วนลดภาษีพิเศษ          อย่างเบนซ์ 200 NGT เท่าที่ทราบ ราคาถูกกว่า E200 ที่ประกอบในบ้านเราร่วม          200,000 บาท แถมยังใช้เชื้อเพลิงราคาถูกได้อีกต่างหาก</p>
<p><span style="font-family: Tahoma; color: #339966;"><strong>แล้วคราวหน้าเราจะมาว่ากันต่อ          เรื่องความคุ้มไม่คุ้มกับการติดตั้งก๊าซ&#8230; </strong></span></p>
<table border="0" cellspacing="1" cellpadding="4" width="600" align="left">
<tbody>
<tr>
<td width="74">
<div><strong><span style="font-family: Tahoma; font-size: x-small;">ใช้รถ (กม.) </span></strong></div>
</td>
<td width="56">
<div><strong><span style="font-family: Tahoma; font-size: x-small;">ค่าน้ำมัน</span></strong></div>
</td>
<td width="70">
<div><strong><span style="font-family: Tahoma; font-size: x-small;">เฉลี่ยต่อ กม.</span></strong></div>
</td>
<td width="57">
<div><strong><span style="font-family: Tahoma; font-size: x-small;">ค่าติดตั้ง</span></strong></div>
</td>
<td width="48">
<div><strong><span style="font-family: Tahoma; font-size: x-small;">ค่าก๊าซ </span></strong></div>
</td>
<td width="77">
<div><strong><span style="font-family: Tahoma; font-size: x-small;">รวมค่าติดตั้ง</span></strong></div>
</td>
<td width="69">
<div><strong><span style="font-family: Tahoma; font-size: x-small;">เฉลี่ยต่อกม.</span></strong></div>
</td>
</tr>
<tr>
<td width="74">
<div><span style="font-family: MS Sans Serif,Microsoft Sans Serif; font-size: xx-small;">5,000 </span></div>
</td>
<td width="56">
<div><span style="font-family: MS Sans Serif,Microsoft Sans Serif; font-size: xx-small;">10,000 </span></div>
</td>
<td width="70">
<div><span style="font-family: MS Sans Serif,Microsoft Sans Serif; font-size: xx-small;">2.00</span></div>
</td>
<td rowspan="8" width="57">
<div><span style="font-family: MS Sans Serif,Microsoft Sans Serif; font-size: xx-small;">30,000</span></div>
</td>
<td width="48">
<div><span style="font-family: MS Sans Serif,Microsoft Sans Serif; font-size: xx-small;">5,000</span></div>
</td>
<td width="77">
<div><span style="font-family: MS Sans Serif,Microsoft Sans Serif; font-size: xx-small;">35,000 </span></div>
</td>
<td width="69">
<div><span style="font-family: MS Sans Serif,Microsoft Sans Serif; font-size: xx-small;">7.00 </span></div>
</td>
</tr>
<tr>
<td width="74">
<div><span style="font-family: MS Sans Serif,Microsoft Sans Serif; font-size: xx-small;">10,000 </span></div>
</td>
<td width="56">
<div><span style="font-family: MS Sans Serif,Microsoft Sans Serif; font-size: xx-small;"> 20,000</span></div>
</td>
<td width="70">
<div><span style="font-family: MS Sans Serif,Microsoft Sans Serif; font-size: xx-small;">2.00</span></div>
</td>
<td width="48">
<div><span style="font-family: MS Sans Serif,Microsoft Sans Serif; font-size: xx-small;">10,000</span></div>
</td>
<td width="77">
<div><span style="font-family: MS Sans Serif,Microsoft Sans Serif; font-size: xx-small;">40,000</span></div>
</td>
<td width="69">
<div><span style="font-family: MS Sans Serif,Microsoft Sans Serif; font-size: xx-small;">4.00</span></div>
</td>
</tr>
<tr>
<td width="74">
<div><span style="font-family: MS Sans Serif,Microsoft Sans Serif; font-size: xx-small;">15,000 </span></div>
</td>
<td width="56">
<div><span style="font-family: MS Sans Serif,Microsoft Sans Serif; font-size: xx-small;">30,000</span></div>
</td>
<td width="70">
<div><span style="font-family: MS Sans Serif,Microsoft Sans Serif; font-size: xx-small;">2.00 </span></div>
</td>
<td width="48">
<div><span style="font-family: MS Sans Serif,Microsoft Sans Serif; font-size: xx-small;">15,000 </span></div>
</td>
<td width="77">
<div><span style="font-family: MS Sans Serif,Microsoft Sans Serif; font-size: xx-small;">45,000</span></div>
</td>
<td width="69">
<div><span style="font-family: MS Sans Serif,Microsoft Sans Serif; font-size: xx-small;">3.00</span></div>
</td>
</tr>
<tr>
<td width="74">
<div><span style="font-family: MS Sans Serif,Microsoft Sans Serif; font-size: xx-small;">20,000 </span></div>
</td>
<td width="56">
<div><span style="font-family: MS Sans Serif,Microsoft Sans Serif; font-size: xx-small;">40,000</span></div>
</td>
<td width="70">
<div><span style="font-family: MS Sans Serif,Microsoft Sans Serif; font-size: xx-small;">2.00</span></div>
</td>
<td width="48">
<div><span style="font-family: MS Sans Serif,Microsoft Sans Serif; font-size: xx-small;">20,000 </span></div>
</td>
<td width="77">
<div><span style="font-family: MS Sans Serif,Microsoft Sans Serif; font-size: xx-small;">50,000 </span></div>
</td>
<td width="69">
<div><span style="font-family: MS Sans Serif,Microsoft Sans Serif; font-size: xx-small;">2.50 </span></div>
</td>
</tr>
<tr>
<td width="74">
<div><span style="font-family: MS Sans Serif,Microsoft Sans Serif; font-size: xx-small;">25,000 </span></div>
</td>
<td width="56">
<div><span style="font-family: MS Sans Serif,Microsoft Sans Serif; font-size: xx-small;">50,000 </span></div>
</td>
<td width="70">
<div><span style="font-family: MS Sans Serif,Microsoft Sans Serif; font-size: xx-small;">2.00 </span></div>
</td>
<td width="48">
<div><span style="font-family: MS Sans Serif,Microsoft Sans Serif; font-size: xx-small;">25,000 </span></div>
</td>
<td width="77">
<div><span style="font-family: MS Sans Serif,Microsoft Sans Serif; font-size: xx-small;"> 55,000</span></div>
</td>
<td width="69">
<div><span style="font-family: MS Sans Serif,Microsoft Sans Serif; font-size: xx-small;">2.20</span></div>
</td>
</tr>
<tr>
<td width="74">
<div><span style="font-family: MS Sans Serif,Microsoft Sans Serif; font-size: xx-small;">30,000 </span></div>
</td>
<td width="56">
<div><span style="font-family: MS Sans Serif,Microsoft Sans Serif; font-size: xx-small;"> 60,000</span></div>
</td>
<td width="70">
<div><span style="font-family: MS Sans Serif,Microsoft Sans Serif; font-size: xx-small;">2.00 </span></div>
</td>
<td width="48">
<div><span style="font-family: MS Sans Serif,Microsoft Sans Serif; font-size: xx-small;">30,000 </span></div>
</td>
<td width="77">
<div><span style="font-family: MS Sans Serif,Microsoft Sans Serif; font-size: xx-small;">60,000 </span></div>
</td>
<td width="69">
<div><span style="font-family: MS Sans Serif,Microsoft Sans Serif; font-size: xx-small;">2.00 </span></div>
</td>
</tr>
<tr>
<td width="74">
<div><span style="font-family: MS Sans Serif,Microsoft Sans Serif; font-size: xx-small;">35,000</span></div>
</td>
<td width="56">
<div><span style="font-family: MS Sans Serif,Microsoft Sans Serif; font-size: xx-small;"> 70,000 </span></div>
</td>
<td width="70">
<div><span style="font-family: MS Sans Serif,Microsoft Sans Serif; font-size: xx-small;">2.00 </span></div>
</td>
<td width="48">
<div><span style="font-family: MS Sans Serif,Microsoft Sans Serif; font-size: xx-small;">35,000 </span></div>
</td>
<td width="77">
<div><span style="font-family: MS Sans Serif,Microsoft Sans Serif; font-size: xx-small;">65,000 </span></div>
</td>
<td width="69">
<div><span style="font-family: MS Sans Serif,Microsoft Sans Serif; font-size: xx-small;">1.86 </span></div>
</td>
</tr>
<tr>
<td width="74">
<div><span style="font-family: MS Sans Serif,Microsoft Sans Serif; font-size: xx-small;">40,000 </span></div>
</td>
<td width="56">
<div><span style="font-family: MS Sans Serif,Microsoft Sans Serif; font-size: xx-small;">80,000</span></div>
</td>
<td width="70">
<div><span style="font-family: MS Sans Serif,Microsoft Sans Serif; font-size: xx-small;">2.00 </span></div>
</td>
<td width="48">
<div><span style="font-family: MS Sans Serif,Microsoft Sans Serif; font-size: xx-small;">40,000</span></div>
</td>
<td width="77">
<div><span style="font-family: MS Sans Serif,Microsoft Sans Serif; font-size: xx-small;">70,000 </span></div>
</td>
<td width="69">
<div><span style="font-family: MS Sans Serif,Microsoft Sans Serif; font-size: xx-small;">1.75 </span></div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><span style="font-family: MS Sans Serif,Microsoft Sans Serif; font-size: x-small;"> </span></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<div>ขอบคุณแหล่งที่มา : <span style="font-family: MS Sans Serif,Microsoft Sans Serif; color: #333333; font-size: x-small;">นิตยสารกรังด์ปรีซ์</span></div>
<img src="http://www.tangrod.com/?ak_action=api_record_view&id=730&type=feed" alt="" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.tangrod.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89/%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b9%8a%e0%b8%b2%e0%b8%8b%e0%b9%83%e0%b8%99/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>รถมือสอง : ซื้อง่ายแต่เลือกยาก</title>
		<link>http://www.tangrod.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89/%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b8%8b%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%81%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b9%80%e0%b8%a5/</link>
		<comments>http://www.tangrod.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89/%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b8%8b%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%81%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b9%80%e0%b8%a5/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 12 Nov 2008 05:35:53 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[สาระน่ารู้]]></category>
		<category><![CDATA[ตรวจสภาพรถ]]></category>
		<category><![CDATA[ทำสี]]></category>
		<category><![CDATA[รถมือสอง]]></category>
		<category><![CDATA[สุมดประวัติประจำรถ]]></category>
		<category><![CDATA[เต๊นท์รถ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.tangrod.com/?p=590</guid>
		<description><![CDATA[เมื่อคุณคิดจะซื้อรถมือสอง ข้อดีของรถมือสอง คือ ราคาถูก แต่ท่านควรตรวจสอบสภาพรถอย่างละเอียด เพราะรถที่ถูกใช้งานมาแล้ว ล้วนมีความเสี่ยง]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="100%">
<tbody>
<tr>
<td class="body" align="left" valign="baseline"><strong>มื่อคุณคิดจะซื้อรถมือสอง ข้อดีของรถมือสอง คือ ราคาถูก แต่ท่านควรตรวจสอบสภาพรถอย่างละเอียด เพราะรถที่ถูกใช้งานมาแล้วล้วนมีความเสี่ยงต่อสภาพความสึกเหรอของเครื่องยนต์ หากจะซื้อรถมือสองควรตรวจสอบอะไรบ้าง<br />
</strong><br />
<strong><span style="color: #990000;">1. สุมดประวัติประจำรถ</span></strong><br />
มักไม่ค่อยมี เพราะเจ้าของรถไม่พิถีพิถัน แต่ถ้ามีก็ต้องถือว่ายอดเยี่ยม เพราะสมุดประวัติประจำรถทำให้รู้ว่าเขาตรวจซ่อมอะไรมาบ้าง ตรวจทุกระยะประจำหรือเปล่า</p>
<p><strong><span style="color: #0000ff;">2. เจ้าของรถ</span></strong><br />
คุณควรดูเจ้าของรถคันเดิมว่าเขาเป็นใครใช้รถอย่างไรดูแลรถหรือไม่ มีคนกล่าวว่า ไม่ควรซื้อรถต่อจากวัยรุ่น ผู้หญิง และคนชรา เพราะว่าทั้งสามประเภทนี้ ใช้รถอย่างเดียวไม่ค่อยดูแลรถที่ใช้อยู่</td>
</tr>
<tr>
<td class="body" align="left" valign="baseline">
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" align="center">
<tbody>
<tr>
<td align="center" valign="top">
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="300">
<tbody>
<tr>
<td width="300" align="center" valign="top"><img class="alignnone size-medium wp-image-591" title="used-car" src="http://www.tangrod.com/wp-content/uploads/2008/11/used-car.jpg" alt="" width="300" height="240" /></td>
</tr>
</tbody>
</table>
</td>
</tr>
<tr>
<td height="5" align="center" valign="top"><img src="http://www.manager.co.th/images/blank.gif" border="0" alt="" width="1" height="5" /></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><strong><span style="color: #996600;">3. มือที่เท่าไหร่<br />
</span></strong>ก็คือรถคันนี้มีคนเป็นเจ้าของมามากน้อยเพียงใด ถ้าผ่านมาแล้วหลายมือก็ควรไม่ซื้อ เพราะรถอาจจะมีปัญหาได้</p>
<p><strong><span style="color: #009900;">4. ตัวเลขระยะทางการใช้รถ<br />
</span></strong>ในการซื้อรถคุณควรดูเลขตัวไมล์โดยปกติการใช้รถไม่ควรจะมากกว่าสามหมื่นกิโลเมตรต่อปี หากมากไปกว่านี้ถือว่ามากอาจทำให้เครื่องยนต์ที่ใช้งานหนัก</p>
<p><strong>5. สภาพภายใน</strong><br />
หมายถีงเบาะนั่ง ระบบไฟฟ้าต่างๆ ต้องใช้ได้ อย่างไรก็ตาม สภาพดีมาก ดีน้อย ย่อมแล้วแต่ผู้ใช้และการดูแลรักษา</p>
<p><strong><span style="color: #660066;">6. สภาพภายนอก</span></strong><br />
ควรดูสภาพตัวถังมีผุพัง สีถลอกปอกเปิก กันชนบุบ ตัวถังงอ ประตูตก บ้างหรือไม่</p>
<p><strong><span style="color: #999999;">7. ทำสีมาหรือเปล่า</span></strong><br />
รถที่ต้องทำสีใหม่ คือ รถที่เก่ามากอายุควรจะเกิน 15 ปีขี้นไป หากทำสีก่อนหน้านั้นก็เท่ากับว่ารถไม่ได้รับการดูแล ในการทดสอบว่าไปทำสีมาหรือเปล่า ก็ลองเคาะเบาๆ ด้วยสันมือ ถ้าเสียงโปร่งก็สีเดิม ถ้าเสียงทึบบ้างโปร่งบ้าง ก็ทำบางส่วน ถ้าทึบหมดก็ทำทั้งคันรถทำสีใหม่สีจะไม่ทน อาจซีด หรือด้านหรือโปร่ง ภายในสองสามปีเป็นอย่างมาก</td>
</tr>
<tr>
<td class="body" align="left" valign="baseline">
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" align="center">
<tbody>
<tr>
<td align="center" valign="top">
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="450">
<tbody>
<tr>
<td width="450" align="center" valign="top"><img src="http://www.manager.co.th/asp-bin/Image.aspx?ID=954858" border="0" alt="" width="450" height="274" /></td>
</tr>
</tbody>
</table>
</td>
</tr>
<tr>
<td height="5" align="center" valign="top"><img src="http://www.manager.co.th/images/blank.gif" border="0" alt="" width="1" height="5" /></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><strong><span style="color: #cc0066;">8. ประวัติรถ</span></strong><br />
หากสามารถรู้ประวัติการใช้รถของเจ้าของเดิมมาบ้างก็จะดี เพราะจะได้รู้ว่าเจ้าของรถคนเก่าเคยนำรถไปใช้อย่างไร เช่น ไปชนคนตายมาก่อนหรือเปล่า เคยนำรถไปใช้ทำในสิ่งที่ผิดกฎหมายหรือเปล่า เคยประสบอุบัติเหตุร้ายแรงจนน่ากลัวหรือเปล่า ส่งเหล่านี้เราต้องสืบหาเอาเอง</p>
<p><strong><span style="color: #ff9900;">9. ซื้อรถจากเจ้าของดีกว่าซื้อจากเต้นท์รถหรือพ่อค้าคนกลาง</span></strong><br />
ถ้าซื้อรถจากพ่อคนกลาง พ่อค้าคนกลางอาจโอนเป็นชื่อของตนเองหรือโอนลอยไว้ พวกนี้จะเอาของดีๆ ออกจากตัวรถก่อนจะขาย ก็ได้ เช่น เครื่องเสียง อุปกรณ์ความปลอดภัย อุปกรณ์ประกอบรถอื่นๆ ที่พอจะนำไปขายแยกได้ ส่วนเต๊นท์รถนั้นก็คือพ่อค้าคนกลางเหมือนกันแต่เจ้าเล่ห์มากกว่า และมักจะขายราคาแพงกว่าท้องตลาดประมาณ 25,000-50,000 บาทต่อคัน เวลาจะซื้อรถคุณควรดูให้มั่นใจเสียก่อน ก่อนจะตัดสินใจซื้อ</p>
<p><strong>10. หากซื้อรถจากเต้นท์จะต้องนำรถออกทันที</strong><br />
คุณอย่าไปวางเงินแล้ววางใจ ไม่อย่างนั้น เครื่องเสียง ล้อแม็กซ์ ยาง เครื่องยนต์ และอื่น ของคุณอาจจะถูกเปลี่ยนไป โดยที่คุณเองก็อาจทำอะไรก็ไม่ได้</p>
<p><strong><span style="color: #000066;">11. ต้องรีบโอนรถให้เรียบร้อย<br />
</span></strong>ถ้าคุณซื้อรถจากเจ้าของแล้วควรนำรถออกทันที แต่ถ้าซื้อรถจากเต๊นท์จะต้องทำสัญ</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<img src="http://www.tangrod.com/?ak_action=api_record_view&id=590&type=feed" alt="" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.tangrod.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89/%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b8%8b%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%81%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b9%80%e0%b8%a5/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เบรก&#8230;.ทันไหม?</title>
		<link>http://www.tangrod.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89/%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%ab%e0%b8%a1/</link>
		<comments>http://www.tangrod.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89/%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%ab%e0%b8%a1/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 11 Nov 2008 02:45:21 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[สาระน่ารู้]]></category>
		<category><![CDATA[Braking Distance]]></category>
		<category><![CDATA[Break]]></category>
		<category><![CDATA[Safety]]></category>
		<category><![CDATA[Thinking Distance]]></category>
		<category><![CDATA[ระยะคิด]]></category>
		<category><![CDATA[ระยะเบรก]]></category>
		<category><![CDATA[เบรก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.tangrod.com/?p=386</guid>
		<description><![CDATA[ก่อนจะทราบว่ารถที่แล่นด้วยความเร็วขนาดนี้ จะหยุดได้ในระยะกี่เมตรนั้น คุณควรทราบเสียก่อนว่ารถยนต์ที่แล่นอยู่นั้น ก่อนที่จะหยุดลงได้จะต้องผ่านกระบวนการ 2 ขั้นตอนคือ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="100%">
<tbody>
<tr>
<td class="body" align="left" valign="baseline"><strong>นักขับรถยนต์หลายท่านทราบดีว่ารถยนต์นั้น เมื่อเหยียบคันเร่งแล้วรถยนต์จะแล่นได้ในความเร็วที่สมรรถนะของรถนั้นๆมีอยู่และขึ้นอยู่กับความ &#8220;ใจถึง&#8221; ของผู้ขับเป็นส่วนประกอบ แต่จะมีสักกี่คนที่ทราบว่ารถยนต์ที่แล่นด้วยความเร็ว 100 กม./ชม.ขึ้นไปนั้นจะหยุดได้ในระยะกี่เมตร คำตอบก็คือ&#8230;.ไม่รู้อาศัยคาดเดาจากสายตาและความรู้สึก ซึ่งทำให้เกิดอุบัติเหตุมานักต่อนักแล้ว</strong></td>
</tr>
<tr>
<td class="body" align="left" valign="baseline">
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" align="center">
<tbody>
<tr>
<td align="center" valign="top">
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="300">
<tbody>
<tr>
<td width="300" align="center" valign="top"><a href="http://www.tangrod.com/wp-content/uploads/2008/11/break.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-387" title="break" src="http://www.tangrod.com/wp-content/uploads/2008/11/break.jpg" alt="" width="300" height="276" /></a></td>
</tr>
</tbody>
</table>
</td>
</tr>
<tr>
<td height="5" align="center" valign="top"><img src="http://www.manager.co.th/images/blank.gif" border="0" alt="" width="1" height="5" /></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>ก่อนจะทราบว่ารถที่แล่นด้วยความเร็วขนาดนี้จะหยุดได้ในระยะกี่เมตรนั้น คุณควรทราบเสียก่อนว่ารถยนต์ที่แล่นอยู่นั้นก่อนที่จะหยุดลงได้จะต้องผ่านกระบวนการ 2 ขั้นตอนคือ</p>
<p><strong><span style="color: #990000;">1 ระยะคิด (Thinking Distance)</span></strong> ระยะนี้เป็นระยะที่สายตาของผู้ขับจะสามารถมองเห็นว่ามีเหตุการณ์อันตรายเกิดขึ้นข้างหน้า สายตาที่เห็นจะส่งข้อมูลไปยังสมองและสมองจะสั่งให้เท้าเหยียบเบรกแทนคันเร่ง แต่ถึงกระนั้นรถก็ยังจะแล่นไปได้อีกหลายเมตร ซึ่งเราเรียกว่า &#8220;ระยะคิด&#8221; ซึ่งจะมากน้อยแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับผู้ขับขี่ว่าร่างกายมีการตอบสนองที่เร็วแค่ไหน บางคนช้า บางคนเร็ว นอกจากนี้ยังมีเรื่องของสมาธิในการขับมาเกี่ยวข้องด้วยเนื่องจากบางคนมัวทำหลายสิ่งหลายอย่างไปพร้อมๆกันทำให้สมองต้องแยกแยะไปควบคุมร่างกายหลายส่วนประสิทธิภาพในการเบรกจึงน้อยลงตามไปด้วย</td>
</tr>
<tr>
<td class="body" align="left" valign="baseline">
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" align="left">
<tbody>
<tr>
<td align="center" valign="top">
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="220">
<tbody>
<tr>
<td width="220" align="center" valign="top"><img src="http://www.manager.co.th/asp-bin/Image.aspx?ID=972120" border="0" alt="" width="220" height="283" /></td>
</tr>
</tbody>
</table>
</td>
<td width="5"><img src="http://www.manager.co.th/images/blank.gif" border="0" alt="" width="5" height="1" /></td>
</tr>
<tr>
<td height="5" align="center" valign="top"><img src="http://www.manager.co.th/images/blank.gif" border="0" alt="" width="1" height="5" /></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><strong><span style="color: #996600;">2 ระยะเบรก (Braking Distance)</span></strong> ระยะนี้คือ เมื่อเท้าแตะที่กระเดื่องเบรกซึ่งรถก็ยังไม่หยุดทันทีเพราะรถยังจะเลียระยะทางไปเรื่อยๆขึ้นอยู่กับว่าขณะนั้นใช้ความเร็วเท่าใด</p>
<p>ดังนั้น การที่เราจะหยุดรถจึงต้องผนวก 2 ขั้นตอนเข้าด้วยกัน นอกจากนี้คุณควรมีความเข้าใจเกี่ยวกับเบรกอีกเล็กน้อยว่า &#8220;เบรกนั้นหยุดล้อ ส่วนล้อนั้นหยุดรถ&#8221; เพราะฉะนั้นหากจะหยุดรถได้ขั้นแรกต้องเบรกจะต้องดี เพื่อให้ล้อสามารถหยุดรถได้ เมื่อผู้ขับร่างกายสมบูรณ์ เบรกดี ล้อดี และสภาพพื้นถนนดี แล้วรถที่ขับมาด้วยความเร็วตั้งแต่ 100 กม./ชม. จะสามารถหยุดได้ในระยะ 100 เมตร นั่นเอง และถ้ามีสิ่งขีดขวางในระยะดังกล่าวอยู่คุณแทบจะไม่สามารถหลบได้เลย</p>
<p><strong><span style="color: #000099;">ในความเป็นจริงทุกวันนี้คนส่วนมากจะขับรถด้วยความเร็วมากกว่า 100 กม./ชม.อยู่แล้ว ด้วยสมรรถนะของรถ ถึงแม้ว่าตามกฎหมายจะกำหนดความเร็วไว้ที่ประมาณ 90 กม./ชม.ก็ตามที แต่ที่คุณไม่ขับรถชนสิ่งขีดขวางหรือเกิดอุบัติเหตุในระยะการเบรกนั้นเพราะว่าสิ่งขีดขวางเหล่านั้นหลบเราหรือเราเป็นฝ่ายหักหลบไปเองเท่านั้น ซึ่งไม่ได้หมายความว่าคุณโชคดีเสมอไป เพราะฉะนั้นในการขับรถครั้งต่อๆไปพึงระลึกไว้เสมอว่าขับเร็วมากเท่าไหร่ก็ต้องคิดถึงระยะเบรกไว้มากเช่นกัน&#8230;..</span></strong></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<img src="http://www.tangrod.com/?ak_action=api_record_view&id=386&type=feed" alt="" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.tangrod.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89/%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%ab%e0%b8%a1/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>หมอนรองศีรษะ..สำคัญกว่าที่คิด</title>
		<link>http://www.tangrod.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89/%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a8%e0%b8%b5%e0%b8%a3%e0%b8%a9%e0%b8%b0%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%97/</link>
		<comments>http://www.tangrod.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89/%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a8%e0%b8%b5%e0%b8%a3%e0%b8%a9%e0%b8%b0%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%97/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 11 Nov 2008 02:18:51 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[สาระน่ารู้]]></category>
		<category><![CDATA[9b]]></category>
		<category><![CDATA[A3]]></category>
		<category><![CDATA[B1]]></category>
		<category><![CDATA[B2]]></category>
		<category><![CDATA[B8]]></category>
		<category><![CDATA[B9]]></category>
		<category><![CDATA[Head Rest]]></category>
		<category><![CDATA[ปลอดภัย]]></category>
		<category><![CDATA[สำคัญ]]></category>
		<category><![CDATA[หมอนพิงศีรษะ]]></category>
		<category><![CDATA[หมอนรองศรีษะ]]></category>
		<category><![CDATA[เทคโนโลยี]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.tangrod.com/?p=382</guid>
		<description><![CDATA[เทคโนโลยียานยนต์ในปัจจุบัน นอกจากความเร็ว แรง แต่ประหยัด และรักษาสภาพแวดล้อมแล้ว ความปลอดภัยก็เป็นเงื่อนไขสำคัญ ในการสร้างความสนใจเพื่อชิงส่วนแบ่งตลาด ท่ามกลางความร้อนระอุของการแข่งขัน]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="100%">
<tbody>
<tr>
<td class="body" align="left" valign="baseline">
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" align="center">
<tbody>
<tr>
<td align="center" valign="top">
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="440">
<tbody>
<tr>
<td width="440" align="center" valign="top"><a href="http://www.tangrod.com/wp-content/uploads/2008/11/pillow.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-383" title="pillow" src="http://www.tangrod.com/wp-content/uploads/2008/11/pillow-300x154.jpg" alt="" width="300" height="154" /></a></td>
</tr>
</tbody>
</table>
</td>
</tr>
<tr>
<td height="5" align="center" valign="top"><img src="http://www.manager.co.th/images/blank.gif" border="0" alt="" width="1" height="5" /></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><strong>เทคโนโลยียานยนต์ในปัจจุบัน นอกจากความเร็ว แรง แต่ประหยัด และรักษาสภาพแวดล้อมแล้ว ความปลอดภัยก็เป็นเงื่อนไขสำคัญในการสร้างความสนใจเพื่อชิงส่วนแบ่งตลาด ท่ามกลางความร้อนระอุของการแข่งขัน</strong></p>
<p>อุปกรณ์นิรภัยที่ติดตั้งอยู่ในรถยนต์ ก็เพื่อผู้ขับได้รับความปลอดภัยสูงสุดจากอุบัติเหตุ เราเคยทราบถึงประโยชน์ของเข็มขัดนิรภัยและถุงลมนิรภัยกันมาบ้างแล้ว รวมถึงเบาะนิรภัย ที่มีการติดตั้งในรถยนต์ราคาปานกลางถึงสูง แต่ยังมีอุปกรณ์อีกชิ้นหนึ่งที่มีในรถยนต์ทุกระดับราคา แต่ยังมีการใช้งานกันไม่ตรงตามวัตถุประสงค์อย่างเต็มที่ อุปกรณ์นั้นคือ<strong><span style="color: #cc0000;"> &#8220;หมอนพิงศีรษะ&#8221; (Head Rest)</span></strong></td>
</tr>
<tr>
<td class="body" align="left" valign="baseline">
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" align="center">
<tbody>
<tr>
<td align="center" valign="top">
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="420">
<tbody>
<tr>
<td width="420" align="center" valign="top"><img src="http://www.manager.co.th/asp-bin/Image.aspx?ID=1025484" border="0" alt="" width="420" height="249" /></td>
</tr>
</tbody>
</table>
</td>
</tr>
<tr>
<td height="5" align="center" valign="top"><img src="http://www.manager.co.th/images/blank.gif" border="0" alt="" width="1" height="5" /></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>ลักษณะอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มักเป็นการชนด้านหน้า แต่ยังมีรูปแบบการบาดเจ็บของกระดุกต้นคอที่เกิดจากการถูกชนด้านหลัง การถูกชนในลักษณะนี้อาจทำให้มีการฉีกขาดของเอ็นยึดกระดูกต้นคอ ทางการแพทย์เรียกว่า Whiplsh Injury ถ้ายังจำกันได้ถึงกลไกการบาดเจ็บของคอที่เคนเขียนถึง เมื่อเกิดการชนที่ด้านหน้า ถุงลมนิรภัยจะพองออกมารับศีรษะ ไม่ให้คอก้มลงมากเกินไปเนื่องจากแรงสะบัด ในขณะที่ลำตัวถูกเข็มขัดนิรภัยยึดไว้ นี่เป็นภาพที่เริ่มชินตากันจากโฆษณาต่าง แต่ในอีกมุมหนึ่งที่มีโอกาสเกิดได้ไม่น้อย คือ การถูกชนจากด้านหลัง</td>
</tr>
<tr>
<td class="body" align="left" valign="baseline">
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" align="left">
<tbody>
<tr>
<td align="center" valign="top">
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="224">
<tbody>
<tr>
<td width="224" align="center" valign="top"><img src="http://www.manager.co.th/asp-bin/Image.aspx?ID=1025485" border="0" alt="" width="224" height="177" /></td>
</tr>
</tbody>
</table>
</td>
<td width="5"><img src="http://www.manager.co.th/images/blank.gif" border="0" alt="" width="5" height="1" /></td>
</tr>
<tr>
<td height="5" align="center" valign="top"><img src="http://www.manager.co.th/images/blank.gif" border="0" alt="" width="1" height="5" /></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>ถ้าถูกชนจากด้านหลังอย่างรุนแรง เท่ากับตัวรถยนต์หยุดนิ่ง แล้วมีแรงมากระทำให้พุ่งไปข้างหน้าอย่างรุนแรงเกิดความเร่งขนาดสูงมากกระทำกับตัวรถยนต์ ความเร่งนี้จะถ่ายทอดมาที่เบาะ ทำให้พุ่งไปข้างหน้าอย่างแรง ในขณะที่ศีรษะที่มีความเฉื่อยอยู่ จะอยู่นิ่งในช่วงแรก</p>
<p><span style="color: #000099;">ผลรวมที่เกิดขึ้นจากการที่ลำตัวพุ่งไปข้างหน้าในขณะที่ศีรษะอยู่นิ่ง ทำให้เกิดการเงยคออย่างรุนแรง เหตุการณ์ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาเพียง 0.2 วินาทีเท่านั้น ผลที่ตามมาคือ เอ็นยึดกระดูกคอฉีกขาด เกิดอาการปวดคออย่างรุนแรง ผลสุดท้ายคือต้องเสียเงินรักษาเสียเวลาทำงาน<br />
</span><br />
อุปกรณ์ความปลอดภัยที่ใช้ได้ผลมาตลอด คือ คาดเข็มขัดนิรภัย ยังมีบทบาทสำคัญในการดึงลำตัวไว้กับเบาะ ไม่ให้พุ่งไปข้างหน้า อุปกรณ์สำคัญต่อมา คือ หมอนพิงศีรษะเพราะแม้ว่าลำตัวถูกยึดอยู่กับเบาะ แต่เบาะที่ยึดกับตัวรถยนต์ก็ยังพุ่งไปข้างหน้า ศีรษะที่ไม่มีอะไรรองรับก็ยังแกว่งไปข้างหลังอย่างแรงได้ แต่ถ้ามีหมอนพิงศีรษะมารับไว้ก็จะช่วยไม่ให้คอเงยมากเกินไปจนเกิดอันตรายขึ้น</td>
</tr>
<tr>
<td class="body" align="left" valign="baseline">
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" align="center">
<tbody>
<tr>
<td align="center" valign="top">
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="400">
<tbody>
<tr>
<td width="400" align="center" valign="top"><img src="http://www.manager.co.th/asp-bin/Image.aspx?ID=1025481" border="0" alt="" width="400" height="150" /></td>
</tr>
</tbody>
</table>
</td>
</tr>
<tr>
<td height="5" align="center" valign="top"><img src="http://www.manager.co.th/images/blank.gif" border="0" alt="" width="1" height="5" /></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><span style="color: #990000;">ปัญหาที่ตามมาคือ ผู้ขับรถยนต์บางคนไม่ให้ความสำคัญกับการปรับหมองรองศีรษะ ให้เตรียมพร้อมรับกับอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้น ผู้ผลิตรถยนต์บางรายทราบถึงปัญหานี้ดี จึงออกแบบหมอนพงศีรษะแบบตายตัวไม่สามารถปรับได้ แต่อยู่ในตำแหน่งที่รองรับศีรษะเมื่อเกิดเหตุได้เป้นอย่างดี แต่ผู้ใช้รถยนต์บางคนอาจจะบ่นว่าหมอนที่ปรับไมได้ทำให้พิงแล้วไม่สบายคอ</span></p>
<p>ผู้เชี่ยวชาญทางอุบัติเหตุท่านหนึ่ง ได้เขียนถึงเรื่องนี้ไว้อย่าวงน่าสนใจว่ายังมีความเข้าใจผิดกันมากเกี่ยวกับ Head Sest นี้ แม้จริงแล้วหมอนพิงศีรษะมีชื่อจริงว่า Head Restraint ถ้าเมื่อดถูกใช้เป็นหมอนพิงศีรษะก็จะผิดจุดประสงค์ทันที เพราะถูกออกแบบมาให้เป็นตัว Restraint หมายถึง ให้การปกป้องต่อศีรษะและคอ ถ้าถูกปรับลงมาเพื่อให้หนุนคอสบายจะกลายเป็นจุดหมุนของต้นคอทันที นั่นคือศีรษะจะสะบัดไปด้านหลัง โดยมีหมอนพิงศีรษะค้ำที่ต้นคอ ให้ศีรษะสะบัดไปข้างหน้า-หลังได้ดีและแรงยิ่งขึ้น</td>
</tr>
<tr>
<td class="body" align="left" valign="baseline">
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" align="right">
<tbody>
<tr>
<td width="5"><img src="http://www.manager.co.th/images/blank.gif" border="0" alt="" width="5" height="1" /></td>
<td align="center" valign="top">
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="256">
<tbody>
<tr>
<td width="256" align="center" valign="top"><img src="http://www.manager.co.th/asp-bin/Image.aspx?ID=1025486" border="0" alt="" width="256" height="198" /></td>
</tr>
</tbody>
</table>
</td>
</tr>
<tr>
<td height="5" align="center" valign="top"><img src="http://www.manager.co.th/images/blank.gif" border="0" alt="" width="1" height="5" /></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><strong>จากการทดสอบพบว่า ความสูงของหมอนพิงศีรษะอย่างน้อยที่สุดต้องไม่ต่ำกว่าระดับเหนือใบหู และถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นว่า หมอนรองศีรษะในรถยนต์หลายรุ่นจะออกแบบมาให้เอนมาด้านหน้า การตรวจสอบตำแหน่งง่ายๆคือถ้าพิงพนักเต็มที่แล้ว ศีรษะด้านหลังส่วนที่เป็นกระโหลกแข็งๆ สัมผัสกับหมอนพิงศีรษะพอดี แสดงว่าปรับได้ตำแหน่งที่ถูกต้อง ถ้าพิงไปแล้วหมอนมารับท้ายทอยอย่างสบายเท่ากับว่าหมอนต่ำเกินไป</strong></p>
<p>อุปกรณ์ใช้ร่วมกันเสมอ คือ เข็มขัดนิรภัย ถ้าปรับหมอนดีแต่ตัวพุ่งไปข้างหน้าก็ไม่มีปาระโยชน์อะไร นอกจากนี้&#8221;ซาบ&#8221; ก็ยังมีการพัฒนาหมอนพิงศีรษะที่เรียกว่า Protech นี้จะพุ่งมาข้างหน้าทันทีที่พนักพิงกระแทกกับแผ่นหลังช่วยยันศีรษะไม่ให้หงายไปด้านหลังอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น</p>
<p><strong><span style="color: #996600;">เมื่ออุปกรณ์นิรภัยต่างๆ ถูกแนะนำขึ้นจากจำนวนผู้เสียชีวิตก็ลดลงจำนวนผู้บาดเจ็บก็มากขึ้น และการเรียนรู้รูปแบบของการบาดเจ็บแบบต่างๆก็ทำให้มีการสร้างอุปกรณ์นิรภัยใหม่ๆตามออกมา เป้าหมายของผู้ผลิตเหล่านี้คือ ทำให้รถยนต์มีความปลอดภัยสูงสุด แบบนี้แล้วเวลาขึ้นรถอย่าลืมปรับตำแหน่งของหมอนพิงศีรษะให้ถูกต้อง เพราะจุดเล็กๆที่หลายคนมองข้ามนั้นอาจจะหมายถึงชีวิตทั้งชีวิตเลยก็ได้<br />
</span></strong></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<img src="http://www.tangrod.com/?ak_action=api_record_view&id=382&type=feed" alt="" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.tangrod.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89/%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a8%e0%b8%b5%e0%b8%a3%e0%b8%a9%e0%b8%b0%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%97/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

