<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>แต่งรถดอทคอม นิตยสารรถยนต์ออนไลน์ ที่มีคนอ่านมากที่สุด &#187; พลังงานทางเลือก</title>
	<atom:link href="http://www.tangrod.com/category/%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%81/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.tangrod.com</link>
	<description>แต่งรถ รถแต่ง</description>
	<lastBuildDate>Thu, 10 Nov 2011 12:21:25 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.8.4</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>ความแตกต่างระหว่าง แก๊ส LPG และ ก๊าซ NGV</title>
		<link>http://www.tangrod.com/%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%81/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%81%e0%b8%95%e0%b8%81%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87-%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b9%8a%e0%b8%aa/</link>
		<comments>http://www.tangrod.com/%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%81/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%81%e0%b8%95%e0%b8%81%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87-%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b9%8a%e0%b8%aa/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 19 Nov 2008 02:32:02 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[พลังงานทางเลือก]]></category>
		<category><![CDATA[CNG]]></category>
		<category><![CDATA[LPG]]></category>
		<category><![CDATA[NGV]]></category>
		<category><![CDATA[ก๊าซธรรมชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[แก๊ส]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.tangrod.com/?p=1182</guid>
		<description><![CDATA[ก๊าซธรรมชาติ (NGV) เป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอน ซึ่งมีองค์ประกอบของก๊าซมีเทน (Methane) เป็น ส่วนใหญ่ จึงเป็นก๊าซที่มีน้ำหนักเบากว่าอากาศ การขนส่งไปยังผู้ใช้จะขนส่งผ่าน ทางท่อในรูปก๊าซภายใต้ ความดันสูง]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignnone size-medium wp-image-1183" title="cng" src="http://www.tangrod.com/wp-content/uploads/2008/11/cng-300x300.jpg" alt="" width="300" height="300" /><br />
<strong>ความแตกต่างระหว่างก๊าซธรรมชาติ (Natural Gas Vehicles: NGV) และก๊าซปิโตรเลียมเหลว (Liquefied Petroleum Gas: LPG) </strong></p>
<p>? ก๊าซธรรมชาติ (NGV) เป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอนซึ่งมีองค์ประกอบของก๊าซมีเทน (Methane) เป็น ส่วนใหญ่ จึงเป็นก๊าซที่มีน้ำหนักเบากว่าอากาศ การขนส่งไปยังผู้ใช้จะขนส่งผ่านทางท่อในรูปก๊าซภายใต้ ความดันสูง จึงไม่เหมาะสำหรับการขนส่งไกลๆ หรืออาจบรรจุใส่ถังในรูปก๊าซธรรมชาติอัดโดยใช้ความดันสูง หรือที่เรียกว่า CNG แต่ปัจจุบันมีการส่งก๊าซธรรมชาติในรูปของเหลวโดยทำก๊าซให้เย็นลงถึง ?160 องศา เซลเซียส จะได้ของเหลวที่เรียกว่า Liquefied Natural Gas หรือ LNG ซึ่งสามารถขนส่งทางเรือไปที่ไกลๆ ได้ และเมื่อถึงปลายทางก่อนนำมาใช้ก็จะทำให้ของเหลวเปลี่ยนสถานะกลับเป็นก๊าซอย่างเดิม ก๊าซธรรมชาติมีค่า ออกเทนสูงถึง 120 RON จึงสามารถนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงในยานยนต์ได้</p>
<p>? ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) เป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอน ซึ่งมีองค์ประกอบของก๊าซโพรเพน (Propane) เป็นส่วนใหญ่ จึงเป็นก๊าซที่หนักกว่าอากาศ โดยตัว LPG เองไม่มีสี ไม่มีกลิ่นเช่นเดียวกับก๊าซธรรมชาติ แต่เนื่องจากเป็นก๊าซที่หนักกว่าอากาศจึงมีการสะสมและลุกไหม้ได้ง่าย ดังนั้น จึงมีข้อกำหนดให้เติมสารมีกลิ่น เพื่อเป็นการเตือนภัยหากเกิดการรั่วไหล LPG ส่วนใหญ่จะใช้เป็นเชื้อเพลิงในครัวเรือนและกิจการอุตสาหกรรม โดยบรรจุเป็นของเหลวใส่ถังที่ทนความดันเพื่อให้ขนถ่ายง่าย นอกจากนี้ ยังนิยมใช้แทนน้ำมันเบนซินในรถยนต์ เนื่องจากราคาถูกกว่า และมีค่าออกเทนสูงถึง 105 RON<br />
ตารางเปรียบเทียบคุณสมบัติของ NG กับ LPG<br />
<img src="http://www.gasthai.com/article/picture%5C2611254822363.jpg" alt="" /><br />
หมายเหตุ<br />
1. ค่าออกเทน (Octane number) หมายถึง หน่วยการวัดความสามารถ ในการต้านทานการน็อคของเครื่องยนต์ 2. RON (Research Octane Number) เป็นค่าออกเทนที่มีประสิทธิภาพต่อต้านการน็อคในเครื่องยนต์หลายสูบ ที่ทำงานอยู่ในรอบของช่วงหมุนต่ำ โดยใช้เครื่องยนต์ทดสอบมาตรฐานภายใต้สภาวะมาตรฐาน 600 รอบ ต่อนาที 3. MON (Motor Octane Number) เป็นค่าออกเทนที่มีประสิทธิภาพต่อต้านการน็อคในเครื่องยนต์หลายสูบ ในขณะทำงานที่รอบสูง โดยใช้เครื่องยนต์ทดสอบมาตรฐานภายใต้สภาวะมาตรฐาน 900 รอบต่อนาที</p>
<p><strong>หมายเหตุ : <span style="color: red;">ค่าแรงดันก๊าซ</span></strong><span style="color: red;"><br />
LPG ขณะอยู่ในถังมีสถานะเป็นของเหลว มีค่าแรงดัน 100-130 PSI ( ปอล์นต่อตารางนิ้ว) หรือ 4-6 BAR<br />
NGV ขณะอยู่ในถังมีสถานะเป็นก๊าซ มีค่าแรงดัดประมาณ 2200-2800 PSI หากเติมเต็มๆจะถึง 3000 PSI หรือ 200 BAR<br />
</span> <strong>ที่มา:การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย</strong></p>
<p><strong><span style="color: orange;">GasThai.Com         คัดลอกเพื่อเผยแพร่ต่อสาธารณะเพื่อการศึกษาและให้ความรู้ผู้สนใจ<br />
ขอขอบคุณ             การปิโตรเลี่ยมแห่งประเทศไทย</span></strong></p>
<p><img src="http://www.gasthai.com/article/picture%5C44255181742.jpg" alt="" /></p>
<img src="http://www.tangrod.com/?ak_action=api_record_view&id=1182&type=feed" alt="" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.tangrod.com/%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%81/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%81%e0%b8%95%e0%b8%81%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87-%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b9%8a%e0%b8%aa/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การใช้แก๊สในเครื่องยนต์เทอร์โบ</title>
		<link>http://www.tangrod.com/%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%81/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b9%8a%e0%b8%aa%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%95/</link>
		<comments>http://www.tangrod.com/%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%81/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b9%8a%e0%b8%aa%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%95/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 17 Nov 2008 02:53:26 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[พลังงานทางเลือก]]></category>
		<category><![CDATA[CNG]]></category>
		<category><![CDATA[LPG]]></category>
		<category><![CDATA[NGV]]></category>
		<category><![CDATA[รถติดแก๊ส]]></category>
		<category><![CDATA[รถใช้แก๊ส]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องยนต์เทอร์โบ]]></category>
		<category><![CDATA[้แก๊ส]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.tangrod.com/?p=911</guid>
		<description><![CDATA[การติดตั้งระบบแก๊สกับเครื่องยนต์เทอร์โบไม่ใช่ของใหม่อะไร ได้มีการพัฒนาระบบขึ้นมาใช้กับเครื่องยนต์เทอร์โบ มาเป็นเวลานาน แล้ว ตั้งแต่ก่อนยุคระบบหัวฉีดด้วยซ้ำ ระบบหัวฉีดเชื้อเพลิงเบนซิน เริ่มเป็นเรื่องจริงจังก็ประมาณได้ 30-40 ปีมานี้เอง]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<table border="0" cellspacing="1" cellpadding="0" width="500" align="center">
<tbody>
<tr>
<td><img class="alignnone size-medium wp-image-912" title="turbo-gas" src="http://www.tangrod.com/wp-content/uploads/2008/11/turbo-gas-300x126.jpg" alt="" width="300" height="126" /></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><span style="font-family: MS Sans Serif,Microsoft Sans Serif; font-size: x-small;"> การติดตั้งระบบแก๊สกับเครื่องยนต์เทอร์โบไม่ใช่ของใหม่อะไร ได้มีการพัฒนาระบบขึ้นมาใช้กับเครื่องยนต์เทอร์โบ มาเป็นเวลานาน แล้ว ตั้งแต่ก่อนยุคระบบหัวฉีดด้วยซ้ำ ระบบหัวฉีดเชื้อเพลิงเบนซินเริ่มเป็นเรื่องจริงจังก็ประมาณได้ 30-40 ปีมานี้เอง แต่ก่อนก็จะเป็น ระบบจ่ายเชื้อเพลิงโดยคาร์บูเรเตอร์กัน นอกจากจะเป็นรถยนต์พิเศษที่มีราคาสูงเท่านั้น เพราะระบบหัวฉีดในยุคแรกๆ จะเป็นระบบปั๊ม คล้ายๆ กับปั๊มฉีดเชื้อเพลิงของดีเซลเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งการทำงานของมันจะซับซ้อนกว่าของดีเซลอยู่มาก เพราะจะต้องให้สัมพันธ์กับอากาศ ที่จะเข้าเครื่อง จึงต้องมีกระเดื่องพ่วงกับลิ้นปีกผีเสื้อ เพื่อให้ส่วนสัมพันธ์ระหว่างอากาศกับเชื้อเพลิงอยู่ในลักษณะใกล้เคียง แต่จะให้ ละเอียดถึง 100% ก็เป็นไปไม่ได้ เพราะอากาศมีความแปรผันจากความหนาแน่นตามแรงกดของอากาศในบรรยากาศ ซึ่งเกี่ยวข้องกับ ความสูงและอุณหภูมิ การปรับปรุงในส่วนนี้จำเป็นจะต้องมีอุปกรณ์เพื่อวัดความหนาแน่นของอากาศติดตั้งอยู่ที่ปั๊ม เพื่อลดหรือเพิ่มการจ่าย เชื้อเพลิงตามความหนาแน่นของอากาศอีกชั้นหนึ่ง</p>
<p>ความยุ่งยากและซับซ้อนของการจ่ายเชื้อเพลิงของหัวฉีดระบบนี้จึงมีข้อจำกัดใช้กับรถยนต์พิเศษราคาแพงเท่านั้น          เรื่องการปล่อยมลพิษ ไม่ต้องพูดถึง เพราะควบคุมได้ยาก แต่เรื่องความแรงของเครื่องยนต์          ก็นับว่าแรงมากในสมัยนั้น เมื่อเทียบกับเครื่องยนต์ในขนาดเดียวกัน เพราะอากาศจะไหลเข้าเครื่องยนต์ได้เต็มที่          โดยไม่มีการลดทอนเหมือนจากระบบคาร์บูเรเตอร์ จึงเหมาะสำหรับรถที่ใช้ในการแข่งขัน          ชั่วครั้งชั่วคราว ปัญหาอีกประการสำหรับปั๊มหัวฉีดชนิดนี้ก็คือ มีการสึกหรอสูง          เพราะต้องปั๊มน้ำมันเบนซินที่มีการหล่อลื่นน้อย ไม่เหมือน น้ำมันดีเซล</p>
<p>แต่ระบบฉีดเชื้อเพลิงในสมัยปัจจุบันได้มีการพัฒนาไปมาก ส่วนใหญ่ก็จะเป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ ควบคุมการปิด-เปิด วาล์วที่ใช้ฉีดเชื้อเพลิงด้วยความแม่นยำ ในระดับ 1/100 ของวินาที และใช้ความดันต่ำอยู่ในระดับ 2-3 บรรยากาศ ปั๊มส่งเชื้อเพลิงก็จะ เป็นปั๊มไฟฟ้า ซึ่งเดิมๆ ก็จะติดตั้งไว้นอกถัง เพราะยังกลัวๆ กันเรื่องไฟฟ้าที่อยู่ใกล้เชื้อเพลิง แต่ในสมัยปัจจุบัน ก็ได้มีการพิสูจน์จริงจัง แล้วว่า แม้จะมีการสปาร์คเกิดขึ้นที่หัวคอมมิวเตเตอร์เพื่อเชื่อมไฟฟ้าเข้าไปในโรเตอร์ของปั๊ม แต่การขาดอากาศหรือออกซิเจนก็ไม่ทำให้ เชื้อเพลิงติดไฟได้ การติดไฟของเชื้อเพลิงเกิดได้ต้องมีอากาศผสมกับน้ำมันที่เหมาะสมเท่านั้น ปั๊มเชื้อเพลิงไฟฟ้าชนิดนี้จึงออกแบบให้ น้ำมันไหลผ่านภายในของมอเตอร์ไปด้วย เพื่อประโยชน์ของการระบายความร้อนภายในตัวของปั๊มไฟฟ้าทั้งหมด เป็นการยืดอายุของ การใช้งานไปได้มาก โดยทั่วๆ ไป ส่วนใหญ่จะมีอายุการใช้งานกว่า 2 แสนกิโลเมตรขึ้นไป แล้วก็ย้ายจากนอกถังเข้าไปไว้ในถังน้ำมัน เสียเลย เป็นการลดปัญหาจากน้ำมันเป็นฟองในท่อดูด ทำให้เครื่องยนต์เดินเรียบสม่ำเสมอขึ้น<br />
</span></p>
<table border="0" cellspacing="1" cellpadding="0" width="500" align="center">
<tbody>
<tr>
<td><img src="http://www.grandprixgroup.com/new/magazine/grandprix/467/Knowleadge/1.jpg" alt="" width="500" height="283" /></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><span style="font-family: MS Sans Serif,Microsoft Sans Serif; font-size: x-small;"> เมื่อระบบฉีดเชื้อเพลิงได้พัฒนามาถึงขั้นนี้          การติดตั้งเทอร์โบกับเครื่องยนต์ จึงเป็นไปได้อย่างสมบูรณ์ขึ้น ซึ่งแต่ก่อนยังเป็นระบบ          คาร์บูเรเตอร์ ความยุ่งยากและความเชื่อถือได้ยังคงมีน้อย เพราะการรั่วซึมของไอดีก็จะมีไอของเชื้อเพลิงออกมาด้วย          ในยุคแรกๆ ของ เทอร์โบที่ใช้กับคาร์บูเรเตอร์ได้ก็เห็นจะมีแต่ยี่ห้อเรย์เจ          เพราะได้ออกแบบให้มีซีลหน้ากังหันคอมเพรสเซอร์ เป็นชนิดคาร์บอนสัมผัสแบบ          เดียวกับซีลคอมฯแอร์ ซึ่งพวกนี้จะป้องกันการรั่วได้สนิท สามารถทนต่อแรงดูดของท่อไอดีในขณะเดินเบาหรือรอบปานกลาง          แต่ข้อเสียก็ คือความฝืดของกังหัน ทำให้การตอบสนองช้า อีกทั้งต้องมีความแข็งแรงในตัวแกนใบพัดและมีขนาดใหญ่          แต่ก็ไม่วายที่จะสะบัด ขายออก ได้ ในที่สุดก็ได้เลิกธุรกิจไป</p>
<p>สำหรับเทอร์โบสมัยใหม่และระบบเครื่องยนต์เบนซินหัวฉีด การติดตั้งเทอร์โบสามารถติดตั้งอยู่นอกระบบของแรงดูดหลังปีกผีเสื้อ และส่วนผสมของเชื้อเพลิง คงมีหน้าที่อัดอากาศล้วนๆ อย่างเดียว ปัญหาของความเสียหายจากการแบ็กไฟในท่อก็หมดไป และยังสามารถ วางระบบอินเตอร์คูลเลอร์เพื่อระบายความร้อนของอากาศที่เกิดแรงอัดจากเทอร์โบ ทำให้ความหนาแน่นเพิ่มขึ้น ซึ่งก็หมายถึงจะได้แรงม้า มาใช้มากขึ้น การควบคุมการจ่ายเชื้อเพลิงก็ทำได้โดยจ่ายจากโปรแกรมในคอมพิวเตอร์ นอกจากนี้ยังสามารถควบคุมแรงดัน ในท่อไอดี ได้อีกด้วย ในกรณีที่ใช้น้ำมันออกเทนต่ำ เครื่องยนต์น็อก หรือในวันที่มีอากาศร้อน ก็จะมีการปรับลดแรงดันในท่อไอดีลงไป แต่ถ้าในวันที่ อากาศเย็นหรือการใช้รถในที่สูง เช่น ตามภูเขาสูงๆ คอมพิวเตอร์ก็สามารถสั่งเพิ่มแรงอัด เพื่อชดเชยความหนาแน่น ของบรรยากาศได้ มันทำได้อย่างกับมีนายช่างนั่งอยู่ในฝากระโปรง คอยปรับจูนเครื่องยนต์ตลอดเวลา</p>
<p>เครื่องยนต์หัวฉีดเทอร์โบจากโรงงานพวกนี้          ถ้านำมาติดตั้งระบบเพื่อใช้แก๊สเป็นเชื้อเพลิงก็สามารถทำได้ เพียงแต่จะต้องรู้จักกับระบบ          ของหัวฉีดดั้งเดิมให้เป็นที่เข้าใจเสียก่อน เช่นเดิมเป็นระบบวัดมวลอากาศที่ผ่านเข้าเครื่อง          หรือเป็นระบบวัดจากความหนาแน่นของอากาศ ในท่อไอดี เพื่อที่จะได้จัดระบบของแก๊สให้สอดคล้องกัน          การติดตั้งระบบแก๊สก็จะแบ่งเป็น 2 พวกใหญ่ได้ดังนี้ คือ เป็นระบบหัวฉีดแก๊ส          และระบบคาร์บูเรเตอร์แก๊ส หรือที่เรียกกันว่าระบบดูด สำหรับผมเองยังมีความมั่นใจกับระบบคาร์บูเรเตอร์แก๊สมากกว่า          เพราะมันจะไม่ เข้าไปป่วนในระบบของหัวฉีดดั้งเดิม คือ แยกการทำงานโดยที่ไม่ต้องเกี่ยวข้องกัน          เพียงแต่หยุดการทำงานของปั๊มเชื้อเพลิงเดิมและการ จ่ายน้ำมันจากหัวฉีดเดิมก็พอ          ส่วนการทำงานของระบบแก๊สก็ควรที่จะพ่วงในส่วนที่เป็นระบบปั๊มเชื้อเพลิงเดิม          เพราะในระบบของเดิม จะมีการตัดการทำงานในเวลาที่เครื่องยนต์ดับ แม้ว่าสวิตช์กุญแจยังเปิดอยู่          ส่วนนี้ก็เพื่อความปลอดภัย หากเกิดอุบัติเหตุ เมื่อเครื่องยนต์ดับ การจ่ายแก๊สก็จะหยุดไปด้วย          เพื่อลดปัญหาจากการเกิดเพลิงไหม้<br />
</span></p>
<table border="0" cellspacing="1" cellpadding="0" width="500" align="center">
<tbody>
<tr>
<td><img src="http://www.grandprixgroup.com/new/magazine/grandprix/467/Knowleadge/2.jpg" alt="" width="500" height="300" /></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><span style="font-family: MS Sans Serif,Microsoft Sans Serif; font-size: x-small;"> การใช้คาร์บูเรเตอร์แก๊ส          ก็จะแบ่งแยกออกไปได้เป็น 2 ชนิด คือที่เป็นระบบที่เรียกกันว่า เวริเอเบิล          กับระบบเวนจูรี่ ซึ่งในส่วนนี้เท่าที่เห็น ในตลาดแก๊สเมืองไทย ไม่เคยเห็นการสร้างที่ถูกสุขลักษณะเลย          เข้าใจว่าขาดความรู้ทางวิชาการและต้องการทำให้มันง่ายเข้าไว้ เพียงแค่ ใช้ได้ก็เอาแล้ว          ระบบแบบนี้จึงไม่สามารถนำมาใช้ได้กับเครื่องยนต์เทอร์โบ เว้นแต่วางระบบไว้ตั้งแต่ปากทางเข้าเทอร์โบนั่นแหละ</p>
<p>แต่การวางระบบจ่ายแก๊สห่างจากเครื่องยนต์          โดยเฉพาะเครื่องยนต์เทอร์โบที่มีอินเตอร์คูลเลอร์ก็ยิ่งไม่ควรทำ เพราะเมื่อเกิดแบ็กไฟ          ในท่อไอดี มันก็จะกลายเป็นระเบิดขนาดย่อมๆ นอกจากจะทำให้ท่อและอินเตอร์คูลเลอร์ระเบิด          ยังอาจทำให้เกิดเพลิงลุกไหม้ในห้องเครื่อง ยิ่งไม่มีระบบตัดแก๊สด้วย เพราะผู้ขับอาจตกใจและสละรถโดยไม่ได้ปิดสวิตช์กุญแจ          แก๊สก็จะไหลไปเผารถจนวอดวายทั้งคัน</p>
<p>การใช้ระบบหัวฉีดแก๊สกับเครื่องเทอร์โบ ก็น่าจะเป็นระบบที่ปลอดภัยกว่า          เพียงแต่ความซับซ้อนของระบบที่จะต้องเข้าไป พ่วงกับ ระบบหัวฉีดเดิมด้วย ก็ต้องพึ่งช่างและวิศวกรที่มีความรู้และมีประสบการณ์          เพราะเวลามันเกิดมีปัญหา มักจะหาผู้รับผิดชอบไม่ได้ พวก ติดแก๊สก็จะโทษปัญหาของหัวฉีดเดิมที่ต้องไปพ่วงเอาไว้          ส่วนผู้ผลิตรถยนต์ก็จะโทษไปที่ระบบแก๊ส ทำให้เกิดปัญหา สุดท้ายปัญหามันจะ          ต้องอยู่กับเราผู้เป็นเจ้าของรถ ดังนี้ ถ้ายังไม่แน่ใจก็น่าจะหลีกเลี่ยงไปเลย          ไม่งั้นก็จะต้องประสบกับปัญหาเหมือนกับเพื่อนๆ หลายคนที่ไป ทำมา</p>
<p>ปัญหาสุดท้าย แม้ว่าการติดตั้งจะสมบูรณ์ดีแล้ว          แต่การใช้แรงม้าสูงๆ ในเทอร์โบ ก็อาจเกิดปัญหาจากความร้อนภายในห้องเผาไหม้          แม้ว่าอุณหภูมิเครื่องยนต์จะยังคงที่ แต่ความร้อนในหัวลูกสูบมีมากจนลูกสูบละลายได้โดยไม่ยากนัก          เพราะโดนมาเอง เมื่อสมัยแก๊สเกือบ 30 ปีก่อน มันละลายเครื่องไปหลายตัว จากการซิ่งทางไกลจนต้องยอมแพ้          และเปลี่ยนมาพัฒนาเครื่องยนต์เทอร์โบดีเซลต่อไป</span></p>
<img src="http://www.tangrod.com/?ak_action=api_record_view&id=911&type=feed" alt="" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.tangrod.com/%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%81/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b9%8a%e0%b8%aa%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%95/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

