แรง ประหยัด และสะดวกสบาย ความลงตัวที่มีอยู่ใน LAND ROVER FREELANDER 2
แรง ประหยัด และสะดวกสบาย ความลงตัวที่มีอยู่ใน
LAND ROVER FREELANDER 2
![]() |
หลังจากที่ “LAND ROVER” ได้ถูกเปลี่ยนมือการดูแลจาก BMW, FORD จนมาถึง TATA ในปัจจุบัน ความเป็นเอกลักษณ์ของ ยานยนต์เมืองผู้ดีก็ยังคงกลิ่นอายไว้ได้เหมือนเช่นเดิม ซึ่งในประเทศไทย บริษัท กัววา อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด ได้รับหน้า ที่ดูแลการตลาดของ “LAND ROVER” อย่างเป็นทางการภายใต้ชื่อ “แลนด์โรเวอร์ ประเทศไทย” โดยมี “วิกรานต์ อมาตยกุล” ผู้จัด การทั่วไป เป็นคนคอยดูแล และปล่อยรถให้กับทางทีมงานนิตยสารออฟโรดได้นำมาทดสอบ และนำเสนอให้กับผู้อ่านในฉบับนี้
![]() |
LAND ROVER Freelander 2 หรือที่ต่างประเทศเรียกสั้นๆ ในรหัส LR2 นั้น ได้เปิดตัวครั้งแรกในงานบริติช อินเตอร์เนชั่น แนล มอเตอร์โชว์ 2006 ที่ประเทศอังกฤษ ก่อนที่จะมาเปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทยเมื่อปลายปี 2008 ภายในงานมหกรรม ยานยนต์ พร้อมถูกยกให้เป็น Premium Compact SUV โดยมี BMW X3 เป็นคู่แข่งที่ดูสมน้ำสมเนื้อที่สุดในไทย และมี Subaru Forester, Honda CR-V กับ Nissan X-Trail ที่แม้ว่าจะไม่ใช่รถระดับ Premium SUV แต่ก็เป็นคู่แข่งสำคัญในตลาดเมือง ไทยเช่นกัน กับราคาค่าตัวที่เย้ายวนใจยิ่งกว่า Freelander 2 ที่มีค่าตัวอยู่ที่ 3.99 ล้านบาท จะว่าสมเหตุสมผลหรือไม่ ทีมงานไม่ขอ ตัดสิน…แต่อยากให้อ่านบททดสอบนี้ หรือได้สัมผัสเองถึงจะรู้?.
มิติใหญ่ขึ้น กับเอกลักษณ์ยานยนต์เมืองผู้ดี
![]() |
![]() |
เริ่มจากภายนอกรูปลักษณ์ที่ใหญขึ้นทุกสัดส่วน จากในรุ่นเดิมความยาวตัวรถ 4,447 มม. ได้ขยายเป็น 4,500 มม. พร้อมความกว้าง ที่เพิ่มขึ้นมากถึง 109 มม. เป็น 2,180 มม. และมิติความสูงที่ 1,770 มม. กับโครงสร้างแบบ Monocoque และหน้าตาที่ดูละม้าย คล้ายรุ่นพี่อย่าง RANGE ROVER SPORT มากยิ่งขึ้น
![]() |
![]() |
ด้านหน้ายังคงหน้าตาความเป็น Freelander ไว้อย่างมาก กับโคมไฟหน้าทรงสี่เหลี่ยม ที่มีโคมวงกลมคู่อยู่ด้านในกับแสงส่องสว่าง แบบ Bi-Xenon ที่ส่องแสงสว่างเลี้ยวตามล้อ “Adaptive Headlights” พร้อมกระจังหน้าแบบแนวนอน และตัวหนังสือคำว่า LAND ROVER ที่ด้านหน้าฝากระโปรงรถ กันชนหน้าออกแบบให้มีช่องลมด้านล่างเพื่อเป็นที่ระบายความร้อนให้กับอินเตอร์คูลเลอร์ ที่ถูกติดตั้งไว้หลังกันชนหน้า พร้อมด้วยไฟตัดหมอกทรงกลมอยู่ที่ริมกันชนทั้งซ้ายและขวา โดยด้านล่างของกันชนเสริมด้วยการ์ดกัน กระแทกสไตล์ออฟโรดที่ทำให้รถดูแกร่งพร้อมลุยยิ่งขึ้น
![]() |
![]() |
ด้านข้างดูหรูหรา ด้วยดีไซน์เรียบๆ มีเพียงช่องอากาศด้านข้างตัวถังที่ฝังไฟเลี้ยวสีส้มเอาไว้ เพิ่มความโดดเด่นให้กับตัวรถ ชายล่างตัว ถังถูกเสริมมาเล็กน้อย ด้านบนรับแสงแดดด้วยการออกแบบหลังคาในแบบ Panorama Sunroof (SunRoof แบบ 2 ตอน) ที่เรียบ เสมอกัน ไม่ได้ออกแบบไล่ระดับเหมือนเช่นรุ่นก่อน ส่วนบั้นท้ายนับว่าดูทันสมัยกับดีไซน์ไฟท้าย และสิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดก็คือ ยางอะไหล่ที่ห้อยท้ายนั้น ถูกจับยัดเข้าไปเก็บในรถอย่างเรียบร้อย และฝาท้ายที่ไม่สามารถแยกเปิดกระจกได้เหมือนก่อน แต่เปลี่ยนเป็น เปิดฝาท้ายแบบยกขึ้นทั้งบาน ให้การจัดเก็บสัมภาระขนาดใหญ่ทำได้สะดวกยิ่งขึ้น
ภายในหรู มากมายด้วยเทคโนโลยี
![]() |
ด้วยความที่ตัวรถมีความทันสมัยมากกว่าหน้ากระดาษที่จะเขียนลง ผมก็คงต้องหยิบเอาเรื่องเด่นๆ มาเล่าก่อนที่หน้ากระดาษจะไม่พอ เริ่มต้นตั้งแต่ก้าวขึ้นรถ กับตัวกุญแจแบบ Immobilizer ที่ปลดล็อกรถได้ในระยะไกล ก่อนที่จะสตาร์ทรถเพียงปลายนิ้วกด กับระบบ “TOUCH ENGINE” ที่มีปุ่มอยู่บนแผงหน้าปัด ที่มากับทรงใหม่ที่ดูทันสมัย หรูหรากว่ารุ่นเดิมกับหน้าตาที่ไม่หนีไปจากรุ่นพี่ใน ปัจจุบัน พวงมาลัยหุ้มหนังจับถนัดมือพร้อมระบบควบคุมเครื่องเสียงระบบ Cruise Control และ Air Bag
![]() |
คอนโซลกลางที่ดูเรียบง่าย แต่ทันสมัยกับระบบเครื่องเสียงจาก Alpine ที่ให้เสียงแน่นๆ กับลำโพงมากถึง 14 ตัว พร้อมการเชื่อมต่อ สัญญาณโทรศัพท์มือถือด้วยระบบ Bluetooth ระบบแอร์ Auto ที่สามารถแยกอุณหภูมิซ้าย-ขวา พร้อมระบบไล่ฝ้า ถัดลงมาเป็นปุ่ม ปรับระบบ Terrain Response ที่มีโหมดการขับขี่ให้เลือกถึง 4 โหมด สำหรับพื้นผิวถนนที่ แตกต่างกัน และมีปุ่ม DSC (Dynamic Stability Control) และ ปุ่มระบบ HDC (Hill Decent Control) อยู่ข้างๆ
![]() |
![]() |
นอกจากความทันสมัยแล้ว มิติตัวถังที่เพิ่มขึ้น ทำให้ Freelander 2 มีที่เก็บสัมภาระต่างๆ เพิ่มขึ้นถึง 38% จากรุ่นก่อน ส่วนที่นั่ง โดยสารก็ยังคงเป็นแบบ Stadium Seat เหมือนเดิม ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของ LAND ROVER แม้ว่าจะมีความสูงที่ต่างกันของ ตำแหน่งเบาะหน้าและหลังจะมีเพียงเล็กน้อย แต่ก็ช่วยเพิ่มพื้นที่ในช่วงของ Head Room และ Leg Room ในทุกที่นั่ง พร้อมทั้งให้ ทัศนวิสัยที่ดียิ่งขึ้น ในส่วนของห้องเก็บสัมภาระด้านท้ายนั้น มาพร้อมฉากกั้นปิดเพื่อความเรียบร้อย โดยด้านล่างที่เก็บสัมภาระท้ายรถนี้ เป็นที่ติดตั้ง Sub Woofer กล่องฟิวส์ และยางอะไหล่ที่ให้เป็นแบบล้ออัลลอยเช่นเดียวกับที่ใช้อยู่ภายนอก
เครื่องยนต์ดีเซล ตอบสนองไว กับม้าใช้งาน 160 ตัว
![]() |
หน้าที่การสร้างกำลังขับเคลื่อนนั้น Freelander 2 มีทั้งแบบเครื่องยนต์เบนซิน และเครื่องยนต์ดีเซล แต่ทาง LAND ROVER ได้นำเข้ามาแต่เพียงรุ่น HSE Td4 เพียงรุ่นเดียว ซึ่งเป็นเครื่องยนต์แบบเทอร์โบดีเซล (TDi) 4 สูบ ตัวใหม่ ที่พัฒนาร่วมกับเครือฟอร์ด เพิ่มความจุจากรุ่นก่อนเป็น 2,179 ซี.ซี. โดยมีความกว้างกระบอกสูบ x ระยะชักอยู่ที่ 85x 96 มม. ใช้ตัวอัดอากาศแบบแปรผัน หรือ VNT (Variable Nozzle Turbine) จาก GARETT เหมือนเดิม ซึ่งอากาศที่อัดเข้าเครื่องนี้ถูกลดความร้อนด้วยอินเตอร์คูลเลอร์ ที่ติดตั้งไว้ด้านหน้ารถ
![]() |
![]() |
นอกจากนี้ LAND ROVER ยังได้มีการพัฒนาเทคโนโลยี “คอมมอนเรล” หรือระบบท่อร่วมเข้ามาใช้ในการจ่ายเชื้อเพลิง ให้มี แรงดันสูงด้วยการใช้ High Pressure Pump ที่มีแรงดันสูงถึง 1,800 บาร์ ก่อนที่จะฉีดน้ำมันเข้าสู่ท่อรางคอมมอนเรล ด้วยการ ควบคุมของกล่อง ECU ขนาด 32 Bit ที่ติดตั้งไว้ด้านหน้ารถหลังห้องเครื่องยนต์ สร้างกำลังไว้สูงถึง 160 แรงม้า ที่ 4,000 รอบต่อ นาที และแรงบิดสูงสุดถึง 400 นิวตันเมตร ที่ 2,000 รอบต่อนาที แม้ว่าจะให้ความแรงมากมายขนาดนี้ แต่ไม่ได้ปล่อยไอเสียมาทำลาย บรรยากาศเสียทั้งหมด เพราะเจ้า Freelander 2 ยังรักษาสิ่งแวดล้อม กับออปชั่นอย่าง “ตัวกรองไอเสีย cDPF” อีกด้วย…ไอเสียน้อย พร้อมความแรงที่ไม่น้อยเลย ถ้าบอกว่าม้าทั้งหมดนั้น มาจากเครื่องยนต์แค่ 2.2 ลิตรเท่านั้น!
![]() |
![]() |
![]() |
กำลัง ของเครื่องยนต์ทั้งหมดถูกถ่ายทอดผ่านเกียร์ลูกใหม่ จากเดิมที่เคยใช้เกียร์อัตโนมัติ 5 Speed Command Shift ดูเหมือนจะ ไม่เพียงพอกับกำลังของเครื่องยนต์ตัวใหม่ที่มีกำลังและแรงบิดที่สูงกว่าเดิม เกียร์ลูกใหม่นี้เป็นหน้าที่รับผิดชอบของ AISIN WARNER และยังคงเป็นเกียร์อัตโนมัติ Command Shift เช่นกัน แต่เรียงฟันเกียร์ไว้ถึง 6 Speed ไล่ไปตั้งแต่ 4.148, 2.370, 1.556, 1.155, 0.859 และ 0.686 ขับเฟืองท้ายขนาด 3.329 ให้ปั่นล้อทั้ง 4 แบบตลอดเวลา
ช่วงล่างแบบ SUV จริงๆ พร้อมลุยทุกสภาพถนน
![]() |
ช่วงล่างที่เป็นแบบอิสระทั้ง 4 ล้อ โดยด้านหน้าเป็นแบบอิสระ แม็คเฟอร์สันสตรัท พร้อมคอยล์สปริงและเหล็กกันโคลง ส่วนด้านหลัง ยังคงหน้าตาช่วงล่างคล้ายของเดิมในแบบอิสระแม็คเฟอร์สันสตรัท คอยล์สปริงพร้อมเหล็กกันโคลงที่อยู่ในรูปแบบ Transverse Link จากเดิมที่ใช้ในแบบ Trapezoidal Link (จริงๆ แล้ว หลักการทำงานก็คล้ายๆ กัน) โดยล้อและยางที่เลือกใช้นั้น ขนาดใหญ่ขึ้น จากรุ่นเดิมอย่างเห็นได้ชัด จากล้ออัลลอย 7×16 นิ้ว กับยางขนาด 215/65 R 16 มาเป็นล้ออัลลอย 8Jx18 นิ้ว กับยาง Goodyear Wrangler HP ขนาด 235/60 R18 ที่เน้นการใช้งานบนถนนหลวงมากยิ่งขึ้นกับความสูงใต้ท้องที่ต่ำลงกว่ารุ่นเดิม 10 มม. เหลือ เพียง 210 มม. เท่านั้น อย่างไรก็ตาม ความสามารถให้การลุยของ Freelander 2 ก็ไม่ได้น้อยหน้ารุ่นพี่ในค่าย สามารถขับขี่ลุยน้ำ ได้ในความลึก 500 มม.อย่างสบายๆ
![]() |
![]() |
ส่วนการปีนป่ายนั้น แม้ว่าระบบขับเคลื่อนของ Freelander 2 จะไม่ใช่ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบ Part Time ที่มี 4Low หรือ 4 High มาให้ใช้ แต่ด้วยฐานล้อ 2,660 มม. ที่มีโอเวอร์แฮงหน้าอยู่ที่ 920 มม. และโอเวอร์แฮงด้านท้ายที่ 935 มม. ทำให้รถ Freelander 2 มีมุมเข้าหาสูงถึง 31 องศา พร้อมมุมจากที่ 34 องศา เพิ่มความปลอดภัยกับการปีนป่ายกับระบบป้องกันการพลิกคว่ำ Roll Stability Control และระบบ GRC (Gradient Release Control) ที่จะช่วยไม่ให้รถไหลถอยกลับมา เมื่อผู้ขับขี่เริ่มที่จะ ปล่อยเบรกบนทางชันๆ ก่อนที่จะเหยียบคันเร่ง…เพียงแค่นี้ ก็ช่วยให้ Freelander 2 ที่มากับการขับเคลื่อน 4 ล้อตลอดเวลานั้น ไปได้ใน ทุกสภาพถนนจริงๆ
ระบบเบรกมั่นใจได้ ไม่มีให้ลุ้น…ไม่มีให้เสียว!
ระบบห้ามล้อ นับเป็นสิ่งสำคัญกับฝูงม้าที่มีถึง 160 ตัวนี้ จะสงบลงได้นั้นเป็นหน้าที่ของระบบเบรกแบบดิสก์ทั้ง 4 ล้อ โดยด้านหน้า เลือกใช้จานเบรกขนาด 300 มม. ขนาดใหญ่กว่ารุ่นเดิมถึง 23 มม. จับคู่กับคาลิเปอร์แบบ 2 ลูกสูบ ส่วนด้านหลังจากเดิมที่เคยใช้ในแบบ ดรัมเบรกขนาด 254 มม. ก็เปลี่ยนมาใช้เป็นแบบจานเบรกเหมือนล้อคู่หน้า กับขนาดที่ใหญ่กว่าเป็น 302 มม. บีบจับไว้ด้วยคาลิเปอร์เพียง ลูกสูบเดียว ซึ่งจานเบรกหลังมีความหนาน้อยกว่าจานเบรกหน้า และด้านในเป็นแบบดรัมเบรก ที่ใช้หยุดรถเมื่อดึงเบรกมือ พร้อมตัวช่วย ให้หยุดรถได้เบาแรงกับหม้อลมเบรกขนาดใหญ่แบบ 2 ชั้น ที่ติดตั้งในห้องเครื่องยนต์แต่มีการกั้นห้องป้องกันไอร้อนจากเครื่องยนต์ ซึ่งเป็นเหตุทำให้ระบบเบรกด้อยคุณภาพลงไปนั่นเอง
![]() |
![]() |
![]() |
นอกจากระบบเบรกทั่วไปที่ติดตั้งลงไปใน Freelander 2 นั้น ทำงานควบคู่กับระบบพื้นฐานทั่วๆ ไป อย่าง ระบบป้องกันล้อล็อก (ABS) แบบ 4 เซ็นเซอร์ 4 แชนเนล พร้อมระบบกระจายแรงเบรก EBD (Electronic Brake Force Distribution) แต่สิ่งที่เพิ่ม เติมเข้ามานั้น เป็นระบบช่วยเบรกขณะอยู่ในโค้ง (EBA) เพื่อเพิ่มความมั่นใจยิ่งขึ้นกับการขับขี่
ขับสนุก ประหยัดน้ำมัน กับระยะทางทดสอบสั้นๆ
หลังจากที่เดินทางไปรับรถทดสอบคันนี้จากสำนักงาน LAND ROVER อาคารโฮมเพลส ซอยทองหล่อ 13 นั่นก็คือการเริ่มต้นของ บททดสอบนี้ มิติตัวถังที่ไม่ถือว่าลงตัว มีความคล่องตัวกับการใช้งานในเมือง ขับเข้าซอย ถอยเข้าที่จอดรถ เป็นไปอย่างสะดวกทั้งมุมมอง และสัญญาณ Parking Sensor ที่มี Sensor ติดอยู่ทั้งด้านหน้า และหลัง (สัญญาณทำงานไวมาก จนบางครั้งกลายเป็นระแวง เหมือนกัน)
![]() |
![]() |
ภายในรับดีไซน์มาจากรุ่นพี่มาเต็มๆ ใช้วัสดุคุณภาพสูง เบาะนั่งหนังแท้ที่ให้ตำแหน่งการนั่งที่ดีจากการปรับตำแหน่งและตัวดันหลัง ด้วยระบบไฟฟ้าที่สามารถบันทึกตำแหน่งได้ 3 ระดับ (มีแค่ฝั่งคนขับ) พร้อมปีกเบาะที่ให้ความรู้สึกโอบกระชับ และรู้สึกผ่อนคลายขณะ เดินทางกับที่พักแขนที่สามารถปรับตำแหน่งได้ตามสรีระให้เหมาะสมกับผู้ขับ
![]() |
![]() |
หลังจากที่วนออกมาจากอาคารจอดรถ ก็วิ่งเข้าสู่ถนนสุขุมวิท การจราจรไปแบบไหลๆ ทัศนวิสัยจากตำแหน่งผู้ขับ ถือว่า Freelander 2 ออกแบบไว้ได้อย่างดี นอกจากนี้ยังสามารถควบคุมอุปกรณ์ต่างๆ บนแผงคอนโซลได้อย่างง่ายดาย ที่ชอบอีกจุดก็คือ ระบบเชื่อมต่อสัญญาณโทรศัพท์ด้วย Bluetooth ที่ใช้งานง่าย ผ่านระบบเครื่องเสียง ทำให้ “คุยไป ขับไป” แบบไม่ต้องเสียสมาธิ แต่ คงไม่เหมาะกับคนที่มีความลับเท่าไร เพราะเสียงโทรศัพท์จะส่งผ่านออกมาจากลำโพงภายในรถ
![]() |
![]() |
![]() |
การใช้งานภายในเมือง กับการจราจรแบบ “ชิว-ชิว” นั้น ทำอัตราสิ้นเปลืองไว้เพียง 9.75 กิโลเมตรต่อลิตร ถือว่าอยู่ในระดับปรกติ เมื่อเทียบกับน้ำหนักตัว 1,770 กิโลกรัม ที่ต้องเร่งออกตัว แล้วก็เบรกอยู่ตลอดเวลา หลังจากที่วิ่งวนในเมืองสักพัก ก็เตรียมตัวมุ่งหน้าสู่ “ปากช่อง” เพื่อดูอัตราเร่ง และก็อัตราสิ้นเปลืองขณะวิ่งบนถนนไฮเวย์กันบ้าง
![]() |
![]() |
![]() |
การขับขี่สู่ “ปากช่อง” ครั้งนี้ ใช้เส้นทางปรกติ ถนนพหลโยธิน ตัดเข้าถนนมิตรภาพ โดยตลอดการเดินทางใช้ความเร็วเฉลี่ยอยู่ที่ 100-120 กม./ชม. ซึ่งเกียร์ 6 กับอัตราทดที่ 0.686 ให้รอบเครื่องยนต์ที่ต่ำเพียง 1,750 รอบต่อนาที ที่ความเร็ว 100 กม./ชม. นับว่า ใช้รอบเครื่องต่ำมาก ซึ่งผลที่ออกมาเมื่อพักรถเติมน้ำมันก็ทำทีมทดสอบตกใจ เพราะอัตราเร่งที่ดี วิ่งความเร็วเฉลี่ย 100-120 กม./ชม. ใช้อัตราสิ้นเปลืองไปอยู่ที่ 11.87 กิโลเมตรต่อลิตร นับว่าสร้างความประทับใจในเรื่องความประหยัดเลยทีเดียว
![]() |
จบเรื่องของอัตราสิ้นเปลืองแล้ว ก็มากดคันเร่งให้จมเพื่อหาอัตราเร่งกันบ้าง บนถนนโล่งๆ กับระยะไม่มาก เจ้า Freelander 2 สามารถทะยานออกไปทำอัตราเร่งจาก 0-100 ได้ในระยะเวลาเพียง 12 วินาทีพร้อมทั้งความเร็วสูงสุดที่ทำได้ 185 กม./ชม. ที่รอบ เครื่อง 3,100 รอบต่อนาที ขณะที่ขับในความเร็วสูงนั้น ช่วงล่างให้ความรู้สึกมั่นใจ ไม่มีอาการโคลงให้รู้สึก ซึ่งต้องบอกว่า Freelander 2 ออกแบบช่วงล่างมาตอบรับการใช้งานบนถนนดำได้ดีจริงๆ หลังจากที่เดินทางมาถึง “ปากช่อง” กับระยะทางประมาณ 150 กม. ก็ได้มาพักรถที่ “อาราญาน่า ภูพิมาน รีสอร์ท & สปา” ก่อนที่จะเดินทางต่อ เพื่อนำเจ้า Freelander 2 ไปทดสอบเส้นทาง อออฟโรดต่อไป
![]() |
![]() |
เส้นทางต่อไปเริ่มที่จะลืมถนนดำมากขึ้น ทีมงานลองมองหาทางลูกรัง ที่จะได้รับรู้ความรู้สึกของการใช้งานหลายๆ รูปแบบ ซึ่งช่วง ล่างตอบสนองได้อย่างดี ทั้งถนนลัดเลาะแนวเขาที่โค้งไป-มา ทางลูกรัง หรือแม้กระทั่งทางที่เป็นหลุมบ่อเล็กน้อย ช่วงล่าง Freelander 2 สามารถซับแรงสะเทือนไว้ได้อย่างดี ความสูงของน้ำประมาณ 150 มม. กับลำธารที่มีฝายกั้นน้ำนั้นระหว่างทาง กลายเป็นสถานี ทดสอบแบบธรรมชาติอย่างดี ซึ่งพื้นผิวเป็นหินลอย ทีมทดสอบจึงใช้โหมดของ Terrain Response ให้เป็นประโยชน์ ซึ่งการขับ ผ่านลำธารจุดนี้เป็นไปอย่างง่ายๆ สบายๆ นอกจากจะขับข้ามลำธารแล้ว ยังมีเนินลงเขา แม้จะไม่ชัน แต่เมื่อใช้ระบบ HDC (Hill Descent Control) ก็สามารถปล่อยเท้าออกจากคันเร่งและเบรกได้เลย ผู้ขับเพียงแค่ประคองพวงมาลัย กับนั่งฟังเสียง “ครืดๆ…ครืดๆ!” จากการทำงานของระบบ HDC ซึ่งผู้ที่ไม่รู้อาจจะตกใจนึกว่ารถมีปัญหา!
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
ทั้งหมมดนี้ เป็นบททดสอบจากการขับขี่เจ้า LAND ROVER FREELANDER 2 ในระยะเวลาไม่ถึง 3 วัน แต่ทีมงานพยายาม เค้นหาสมรรถนะทั้งหมดของรถออกมาเพื่อมาถ่ายทอดให้กับผู้อ่านนิตยสารออฟโรด อีกหนึ่งยานยนต์เมืองผู้ดีที่ตอบสนองการใช้งานใน ทุกรูปแบบ ทั้งความคล่องตัว ความสะดวกสบาย ความอเนกประสงค์ ตบท้ายด้วยความประหยัด ที่มีให้เห็นครบๆ ใน LAND ROVER FREELANDER 2 หากไม่ติดเรื่องสุดท้าย กับค่าตัวที่ 3.99 ล้านบาท
![]() |
Popularity: 4% [?]









































